"ดีแทค"ปรับโฉมสู่ดิจิทัลรับตลาดมือถือแข่งเดือด

 "ดีแทค"ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ เน้นบริหารคน รับมือตลาดแข่งเดือด มุ่งสู่"ดิจิทัล"เต็มรูปแบบ มั่นใจเน็ตเวิร์คแกร่งพอสู้คู่แข่ง ย้ำสถานะเบอร์ 2 ในตลาด คงสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ที่ 28%  กระตุ้นกสทช.รัฐเร่งออกแผนจัดสรรความถี่ล่วงหน้า ยันมีคลื่นใดเข้ามาประมูลพร้อมเข้าร่วมทันที
          นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัทในปีนี้ ยังรักษาอัตราส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ต แชร์) ในด้านรายได้และลูกค้าให้อยู่ในลำดับที่ 2 หรือ 28% ส่วนผลประกอบการนั้น คาดว่า จะสามารถเพิ่มจำนวนฐานลูกค้า และรักษาส่วนแบ่งรายได้ขยายตัวได้เล็กน้อย หรือทรงตัวจากปี 2558 ซึ่งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมตลาดจะมีอัตราการเติบโตราว 3%
          อย่างไรก็ดี แม้ดีแทคจะไม่สามารถมีคลื่นความถี่ใหม่ภายใต้การประมูลใบอนุญาต 4จี จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 2 ย่านความถี่ คือ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ แต่ดีแทคยังมั่นใจในคลื่นความถี่ ที่ถือครองขณะนี้จำนวน 50 เมกะเฮิรตซ์ว่า สามารถรองรับการใช้งานของลูกค้าทั้ง 3จี และ4จี ได้เต็มประสิทธิภาพ และมีความความถี่เพียงพอ
          ดีแทคมีลูกค้าในระบบ 25.5 ล้านราย แบ่งเป็น ระบบ 2จี จำนวน 2.4 ล้านราย 3จี จำนวน 20 ล้านราย และ 4จี จำนวน 3.1 ล้านราย มีคลื่นความถี่แบ่งเป็น คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 50 เมกะเฮิรตซ์ ใช้งานจริง 25 เมกะเฮิรตซ์ คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับ บมจ.กสท โทรคมนาคมในปี 2561 และมีคลื่น 2100 จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยเป็นคลื่นที่ประมูลมาจาก กสทช.โดยใบอนุญาตมีอายุถึงปี 2570
          จี้กสทช.ทำโรดแมพคลื่น
          ขณะที่ คู่แข่งอีก 2 ราย คือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) หากสิ้นสุดการประมูลย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์รอบใหม่ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ และเอไอเอสสามารถบรรลุข้อตกลงเซ็นสัญญา อย่างเป็นทางการกับ บมจ.ทีโอที ในการใช้ คลื่น 2100 อีก 15 เมกะเฮิรตซ์ได้ หลังการประมูล จะทำให้เอไอเอสมีคลื่นรวมทั้งสิ้น 55 เมกะเฮิรตซ์  เช่นเดียวกับกลุ่มทรูฯที่ถือครองคลื่นความถี่ รวมทั้งสิ้น 55 เมกะเฮิรตซ์ และเป็นคลื่นที่มาจากการประมูลทั้งสิ้น
          "เราเชื่อมั่นในเน็ตเวิร์คที่ลงไปแล้ว และพยายามสร้างให้เน็ตเวิร์ค 3จี และ 4จี มีความสามารถในการรองรับลูกค้าได้มากขึ้น ดังนั้น ผมมองว่า แม้คู่แข่งจะมีคลื่นความถี่เข้ามา ถือครองเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของดีแทคลดลง ซึ่งดีแทคจะ ไม่ยอมสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปให้ และ เราได้ขอให้ กสทช.และรัฐบาลเร่งทำแผน การประมูลคลื่นความถี่ (สเปคตรัม โรดแมพ) ในย่านความถี่ ที่มีอยู่แต่ยังไม่ได้นำมาจัดสรร ทั้งย่าน 700 850 2300 และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งหาก กสทช.นำคลื่นใดออกมาจัดสรร ดีแทคก็พร้อมเข้าประมูลในทันที" นายลาร์ส กล่าว
          3โซลูชั่นพร้อมหากอนาคตประมูลช้า
          นอกจากนี้ หากในกรณีที่ในระยะเวลา ข้างหน้ากสทช.ไม่สามารถจัดสรรให้เกิดการประมูลในรอบใหม่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด แนวทางแก้ไขของบริษัทคือ 1.จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถของเน็ตเวิร์คที่เหลืออยู่ในรองรับลูกค้าได้มากขึ้น 2.เร่งเจรจากับ กสท โทรคมนาคม ในฐานะผู้ให้สัมปทานกับดีแทคขอใช้คลื่นความถี่ในย่าน 1800 ที่ยังไม่ได้ใช้งานที่เหลือ 25 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อขอใช้งานเพิ่มมารองรับลูกค้า และ 3.เชื่อว่าในช่วงเวลาที่จะถึงนั้นยังไม่มีการประมูลคลื่นใหม่ ดีแทคน่าจะเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้งานอยู่แม้สัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง เหมือนกับ กรณีลูกค้า 2จี ในคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ของ เอไอเอส
          นายนอร์ลิ่ง กล่าวว่า ปีนี้ภาพรวมการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมน่าจะดุเดือดมากขึ้น และบริษัทจะเน้นนำเสนอโปรโมชั่นจูงใจลูกค้าที่มีความหลากหลาย เช่น แจกโทรศัพท์มือถือที่รองรับการใช้งาน 3จี และ 4จี ให้ลูกค้าที่ใช้ระบบ 2จี ให้มาเปลี่ยนฟรี แม้แคมเปญดังกล่าวจะไม่ใช่การแข่งขันที่แท้จริง และไม่ใช่กลไกทางการตลาดตามธรรมชาติ แต่ก็มองว่า แม้มีคู่แข่งรายใดรายหนึ่ง ทำขึ้นมา ทุกรายที่เหลือก็ต้องทำให้ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางธุรกิจ
          ตั้งเป้าสู่องค์กรดิจิทัล
          พร้อมกันนี้ ดีแทคได้กำหนดเป้าหมายในการเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลชั้นนำและเป็นแบรนด์ ที่ลูกค้านึกถึงในการดำเนินชีวิตยุคดิจิทัล เพื่อ บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจดังกล่าว ศักยภาพองค์กรและคนทำงานจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นดิจิทัล ซึ่งเราได้วางแนวทางไว้ 3 ประการ คือ 1.การสร้างจิตวิญญาณของความ เป็นสตาร์ทอัพในหมู่พนักงาน โดยการขับเคลื่อนให้เกิดความรู้สึกเป็นผู้ประกอบการภายใน (Intrapreneur)
          ล่าสุดได้เปิดตัวโปรแกรม"Ignite Incubator" ชวนพนักงานสร้างนวัตกรรมในรูปแบบเดียวกับดีแทค แอคเซอเลอเรท โดยทีมที่มีไอเดียที่ดีที่สุด จะมีเวลา 3 เดือนในการทำงานสตาร์ทอัพ สร้างสรรค์ผลงานต้นแบบ และพัฒนาไปเป็นผลิตภัณฑ์จริงให้ลูกค้าใช้ในชีวิตประจำวัน
          2.การสร้างบรรยากาศ การทำงานที่เน้นความร่วมมือ และเป็นองค์กรแห่ง นวัตกรรม เช่น การนำ facebook@work มาใช้ เป็นที่แรกของไทย เพื่อให้การติดต่อสื่อสารระหว่างพนักงานและหน่วยธุรกิจอื่นๆ เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนในองค์กรตื่นตัว พร้อมพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นดิจิทัล
          3.การสร้างและส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะความสามารถด้านดิจิทัลแบบรอบด้านที่จะเอื้อต่อการทำการตลาดในอนาคต
          สร้างองค์กรใหม่มุ่งบริหารคน
          ด้านนางสาวนาฎฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคลของดีแทค กล่าวว่า ดีแทคมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรให้เป็น Employer of Choice ใน กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล ครั้งนี้จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรของดีแทคในรูปแบบใหม่ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารคน เพราะทรัพยากรบุคคลจะมีส่วนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร
          "เราได้ลงทุนในการสรรหาพนักงานใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีคุณภาพเพิ่มเติมผ่าน ช่องทางอื่นๆ เช่น โครงการลองดีกับดีแทค และ Management Trainee เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มี ทักษะทางด้านดิจิทัล รวมไปถึงการรักษาและพัฒนาพนักงานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานที่มีศักยภาพสูง หรือ Talent ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการจัดการทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นการรักษาประสิทธิภาพขององค์กร ลดอัตราการสูญเสีย บุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ และนำมาซึ่ง ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน" นางสาวนาฎฤดี กล่าว
          ราคาหุ้น DATC ปิดตลาด วานนี้ (24 พ.ค.) เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 3.17% อยู่ที่ 32.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 129.06 ล้านบาท