บรอดแบนด์ใยแก้วนำแสง หนุนตลาดโครงข่ายโต 2 แสนล้าน

 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเม็ดเงินลงทุนและพัฒนาโครงข่ายใยแก้วนำแสงสำหรับการให้บริการ บรอดแบนด์แบบมีสาย ในช่วงปี 2559-2561 น่าจะมีมูลค่ารวม 173,000 ล้านบาท
          จากพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตของผู้บริโภคที่เน้นการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ ส่งผลให้ปริมาณข้อมูลใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ประกอบกับภาวะการแข่งขันอย่างรุนแรงของผู้ให้บริการ บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสาย โดยเฉพาะการเข้ามาในตลาดของผู้เล่นรายใหม่ ที่เสนอบริการ บรอดแบนด์ผ่านเทคโนโลยีโครงข่ายใยแก้วนำแสง ซึ่งเป็นการกระตุ้นผู้ให้บริการรายอื่นต้องลงทุนและพัฒนาโครงข่ายของตนสู่เทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเป็นการรักษาหรือช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ไป (2559-2561) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนด้านโครงข่ายใยแก้วนำแสงสำหรับการให้บริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสาย รวมทั้งสิ้นราว 173,000 ล้านบาท ส่งผลดีต่อธุรกิจต้นน้ำ อย่างธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคม และธุรกิจบริการติดตั้งและวางโครงข่ายโทรคมนาคม
          การใช้อินเตอร์เน็ตของผู้บริโภคในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต ทั้งในด้านของวัตถุประสงค์ ปริมาณข้อมูล และความเร็วที่ต้องการ กล่าวคือ ผู้บริโภคไม่ได้จำกัดการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการค้นหาข้อมูลและการใช้สังคมออนไลน์เท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อความบันเทิงในรูปแบบอื่น และใช้เชิงธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การชมภาพยนตร์ออนไลน์ในรูปแบบความละเอียดสูง การซื้อขายสินค้าออนไลน์ และการทำการตลาดออนไลน์ เป็นต้น จากการใช้งานที่มีความหลากหลายดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณข้อมูลที่ใช้งานเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าปริมาณข้อมูลที่ใช้งาน ผ่านบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายของผู้บริโภคในอีก 3 ปีข้างหน้า (2559-2561) จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เฉลี่ยร้อยละ 24.7 ต่อปี ส่งผลให้คาดว่าในปี 2561 ปริมาณข้อมูลที่ใช้งานจะอยู่ที่ ราว 46 กิกะไบต์ต่อรายต่อเดือน สูงกว่าปี 2559 ที่คาดว่าจะใช้เพียง 27 กิกะไบต์ต่อรายต่อเดือน ราว 1.9 เท่า
          จากการใช้อินเตอร์เน็ตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและความต้องการใช้งานข้อมูลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีความต้องการใช้บริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงยิ่งขึ้น ซึ่งบริการบรอดแบนด์ผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงนับว่าเป็นอีกหนึ่งบริการที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าว เนื่องจากเทคโนโลยีโครงข่ายใยแก้วนำแสงในปัจจุบันสามารถให้บริการที่ความเร็วสูงสุด สูงกว่าเทคโนโลยีบรอดแบนด์ ADSL ที่ใช้งานในปัจจุบัน กว่า 40 เท่า อีกทั้งยังมีความเร็วสูงกว่าเทคโนโลยีบรอดแบนด์ ไร้สาย 4G ราว 10 เท่า และยังสามารถใช้งานข้อมูลที่ความเร็วสูงสุดได้อย่างไม่จำกัด
          อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพื้นที่ให้บริการโครงข่ายใยแก้วนำแสงยังคงอยู่ในวงจำกัด และส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก โดยในปี 2558 มีจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ใยแก้วนำแสง เพียงร้อยละ 12.0 (หรือ 7 แสนกว่าราย) ของผู้ใช้บริการบรอดแบนด์แบบมีสายทั้งหมด ราว 6.4 ล้านราย แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีการเชื่อมต่อผ่านใยแก้วนำแสงจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้น ขณะที่การเชื่อมต่อผ่าน ADSL จะลดความสำคัญลง โดยในปี 2561 สัดส่วนผู้ใช้งานบรอดแบนด์ใยแก้วนำแสงคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 44 ของจำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายทั้งหมด ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จากปี 2558
          จากจำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์ใยแก้วนำแสงที่ยังมีสัดส่วนต่ำในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้เป็นช่องว่างทางการตลาดที่ส่งผลให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่บางรายเห็นโอกาสทางธุรกิจ จึงได้กระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดบริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสาย ทำให้การแข่งขันในตลาดทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ส่งผลให้ในระยะเวลา 3 ปี ข้างหน้านี้ (2559-2561) ผู้ให้บริการทั้งรายเดิมและรายใหม่วางแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเชื่อมต่อบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตจาก ADSL สู่โครงข่ายใยแก้วนำแสง และขยายพื้นที่ให้บริการให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ประกอบกับนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติของรัฐที่จะลงทุนโครงข่ายบรอดแบนด์ใยแก้วนำแสงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายในปี 2560 โดยใช้เม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 15,000 ล้านบาท
          จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าในปี 2559-2561 จะมีเม็ดเงินลงทุนเกี่ยวกับโครงข่ายใยแก้วนำแสงทั้งสิ้นกว่า 173,000 ล้านบาท และเงินลงทุนกว่าร้อยละ 70 ของเงินลงทุนทั้งหมดจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2560-2561 เนื่องจากในปี 2559 ผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายรายใหญ่บางราย ที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย ต้องจัดสรรเงินลงทุนไปกับการลงทุนโครงข่าย 4G เป็นหลัก ส่งผลให้เม็ดเงินที่จะนำมาลงทุนโครงข่ายบรอด์แบนด์ใยแก้วนำแสง น่าจะอยู่ที่ราว 48,064 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1.5 จากปี 2558 ที่ขยายตัวร้อยละ 14.4 และมีงบลงทุนราว 47,336 ล้านบาท
          จากคาดการณ์เม็ดเงินลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านการเชื่อมต่อบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายจากเทคโนโลยี ADSL สู่โครงข่ายใยแก้วนำแสงข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคม และธุรกิจบริการติดตั้งและวางโครงข่ายโทรคมนาคม น่าจะเป็นกลุ่มหลักที่จะได้รับอานิสงส์ดังกล่าว โดยลักษณะของผู้ประกอบการที่ได้ประโยชน์มีดังนี้
          สำหรับธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคม แม้ว่าจะมีบางส่วนที่สามารถผลิตได้ในประเทศ แต่อุปกรณ์ส่วนใหญ่ยังคงต้องนำเข้าจากผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ทั้งนี้ในปี 2558 ร้อยละ 68.2 ของมูลค่าตลาดอุปกรณ์ทั้งหมด นำเข้ามาจากจีน รองลงมาราวร้อยละ 13.0 ผลิตในประเทศ และนำเข้ามาจากมาเลเซียและสหรัฐอเมริกา ราวร้อยละ 3.6 และ 3.4 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่า จากเม็ดเงินลงทุนและพัฒนาบรอดแบนด์ใยแก้วนำแสงดังกล่าวข้างต้น ผู้ประกอบการจำหน่ายอุปกรณ์ที่น่าจะได้รับประโยชน์ คือ กลุ่มนำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการไทยและสาขาของผู้ประกอบการต่างชาติที่ตั้งสำนักงานในไทย
          ในส่วนของธุรกิจติดตั้งและวางโครงข่ายโทรคมนาคม เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จาก เม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าผู้ประกอบการด้านติดตั้งและวางโครงข่ายที่จะได้ประโยชน์ น่าจะเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยี และมีประสบการณ์การวางโครงข่ายซึ่งจะได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้ให้บริการ นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการมีสายงานวิศวกรรมก่อสร้างด้วย จะได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก เพราะการติดตั้งและวางระบบโครงข่ายโทรคมนาคมต้องมีการก่อสร้างควบคู่ด้วย อีกทั้งกลุ่มผู้ประกอบการรายกลางหรือรายเล็กก็อาจจะได้ประโยชน์จากการรับงานต่อจากผู้ประกอบการรายใหญ่
          อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดบริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายในระยะถัดไปนั้น เราจะเห็นการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นของผู้ให้บริการ เพื่อแย่งชิงและรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด ผ่านการใช้กลยุทธ์ด้านราคาหรือการเสนอบริการที่แตกต่างออกไปจากเดิม เช่น ผู้ให้บริการรายใหม่ อาจจะเสนอแพ็กเกจเชื่อมต่อบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง แต่คิดค่าบริการไม่ต่างจาก ADSL เพื่อแย่งชิงลูกค้าจากผู้ให้บริการรายเดิม หรือผู้ให้บริการรายเดิมที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อาจจะเสนอแพ็กเกจรวมหลายบริการ เช่น แพ็กเกจที่สามารถใช้บริการบรอดแบนด์แบบมีสายและไร้สายได้ โดยจ่ายราคาเดียว หรือแพ็กเกจแบบครอบครัว ที่จะให้ใช้บริการบรอดแบนด์แบบมีสายและโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ทั้งครอบครัว โดยชูประเด็นเรื่องลดความซ้ำซ้อนของค่าใช้จ่าย เป็นต้น จากแนวโน้มการแข่งขันกันของผู้ให้บริการข้างต้น ย่อมส่งผลดีแก่ผู้บริโภค เพราะจะสามารถใช้บริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายที่มีคุณภาพดีขึ้น และราคาค่าบริการมีแนวโน้มลดลง
          การลงทุนพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายของผู้ให้บริการข้างต้น เท่ากับเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประการ และสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิตอล เช่น ช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการคิดค้นพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อสร้างธุรกิจใหม่หรือสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งผู้ใช้บริการต้องอาศัยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในการเข้าใช้บริการ เป็นต้น