"หัวเว่ย"เปิด IHQ ย้ำเชื่อมั่นลงทุนหนุนไทยสานฝัน"ฮับไอซีทีอาเซียน

หลังเข้ามาบุกเบิกตลาดในเมืองไทยเกือบ 20 ปี จากผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมน้องใหม่ที่แทบจะไม่อยู่ในสายตาของใคร เพราะภาพลักษณ์สินค้าแบรนด์จีนที่ยังไม่ได้รับการยอมรับนัก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมไฮเทคที่มีบิ๊กแบรนด์ระดับโลกจากฝั่งยุโรป และอเมริกาครอบครองส่วนแบ่งตลาดไปเกือบทั้งหมด
          กว่าจะแทรกตัวเข้ามาและมีบทบาทในตลาดได้ว่ายากแล้ว แต่ "หัวเว่ย" ทำได้ดีกว่านั้นมาก จากผู้เล่นไร้อันดับกลายมาเป็นตัวหลักในสมรภูมิธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม
          8 เดือนหลังได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอเมื่อ ก.ย. 2558 "หัวเว่ย" ใช้เงินลงทุน 120 ล้านเหรียญสหรัฐ เปิดสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (International Headquarter : IHQ) ที่ประเทศไทย บนชั้น 10-13 อาคารจีเอฟ ถนนวิทยุ มีพื้นที่รวม 4,380 ตารางเมตร มีพนักงาน 1,200 คน
          ไม่ใช่แค่เป็น IHQ แต่ยังจะเป็นศูนย์นวัตกรรมโซลูชั่น และการเรียนรู้ระดับโลก (CSIC : Customer Solution Innovation and Integration Experience Center) ให้ผู้สนใจได้สัมผัสออกแบบพัฒนาและสร้างสรรค์โซลูชั่นและแอปพลิเคชั่นด้าน ไอซีที โดยรวบรวมตัวอย่างจากลูกค้า และห้องปฏิบัติการฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ไว้กว่า 120 รายการ เช่น 4K Video, เทคโนโลยี IoT, โมบายบรอดแบนด์ และเคเบิลใต้น้ำ และยังเป็นศูนย์ฝึกอบรม แห่งใหม่ในภูมิภาคนี้ด้วย
          ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศของหัวเว่ยด้วยตนเอง พร้อมกับกล่าวด้วยว่าไทยเหมาะสมที่จะเป็น IHQ ของบริษัทที่คิดจะรุกตลาดอาเซียน และประกาศเป็นนโยบายหลักในการเชิญประเทศทั้งหลายที่จะมาลงทุนในอาเซียนให้มาปักหลักที่ประเทศไทย
          "ผมต้องขอบคุณในนามรัฐบาลไทยที่หัวเว่ยเชื่อมั่นในประเทศไทย ทำให้รัฐบาลมีกำลังใจเป็นอย่างยิ่งในการทุ่มเททำงานเพื่อพัฒนาประเทศ เราจะให้การสนับสนุนให้สมกับที่เลือกเรา และจะพยายามอย่างดีที่สุดที่จะไม่ให้ท่านผิดหวัง"
          ดร.สมคิดยังบอกด้วยว่า ได้บอกกับ รมว.ไอซีทีว่า ต้องการให้ดึงหัวเว่ยมาเป็นพาร์ตเนอร์ของไทยในการสร้างดิจิทัล อีโคโนมีให้เกิดขึ้น เพราะหัวเว่ยเติบโตก้าวกระโดดเร็วมาก มีการลงทุนด้าน R&D มาก และครึ่งหนึ่งของบุคลากรในบริษัททำงานด้านวิจัยและพัฒนา เชื่อว่าภายในไม่กี่ปีจะก้าวไปสู่ระดับสูงมากในไอซีทีโลก
          "การทำให้ดิจิทัลอีโคโนมีเกิดขึ้นได้จริง นอกจากลงทุนแล้วยังต้องมีบุคลากรด้วย หัวเว่ยมีการฝึกอบรมบุคลากรร่วมกับสถาบันการศึกษาในไทยอยู่แล้ว ซึ่งน่าจะนำมาเป็นต้นแบบที่เราจะทำร่วมกันได้ เรามาช้าแต่จะต้องก้าวกระโดด แต่รัฐบาลทำคนเดียวไม่ได้ต้องมีพาร์ตเนอร์ไทยและ ต่างประเทศ ซึ่งผมหมายปองหัวเว่ยไว้แล้ว และได้บอก รมว.ไอซีทีว่าให้เซ็นเอ็มโอยูเพื่อคิกออฟให้ได้ในเดือนนี้"
          ด้าน "เดวิด ชุน" ประธานบริหาร หัวเว่ย เทคโนโลยี ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า การตัดสินใจเปิด IHQ ในไทยมาจากหลายเหตุผล ตั้งแต่การเป็นตลาดสำคัญของหัวเว่ย นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ทำเลที่ตั้งที่เสมือนประตูสู่อาเซียน ความชื่นชอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีของคนไทย การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีจากบีโอไอ
          "รัฐบาลประเทศจีนเองก็สนับสนุนการพัฒนาประเทศมากมายด้านไอซีที เรามีคนใช้บริการบรอดแบนด์ FTTx ถึง 250 ล้านคน มีสถานีฐาน 4G LTE ทั่วประเทศ 2 ล้านไซต์ มีบริษัทชั้นนำด้านไอที เช่น ไป่ตู้, อาลีบาบา โดยมีไอซีทีเป็นตัวผลักดัน เศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มี ด้านไอซีที เราพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่การเป็น ไอซีทีฮับของภูมิภาคนี้ โดยทำงานร่วมกับรัฐบาล ลูกค้า พันธมิตรในอุตสาหกรรม ไอซีที และทุกภาคส่วนในสังคม"