เอ็มโอยูใช้คลื่น900"เอไอเอส-ทรู"ล่ม

เลขาธิการ กสทช. เผยเอไอเอส-ทรู ล่าสุดไม่เซ็นเอ็มโอยูร่วมกันแล้ว หลังทั้งคู่งัดข้อใส่กัน ตกลงเงื่อนไขไม่ได้ วงในเปิดข้อมูลบอร์ดเอไอเอสไม่อนุมัติเซ็น เหตุหาคำตอบผู้ถือหุ้นไม่ได้ ทำบริษัทเสียประโยชน์
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการเซ็นข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการคุ้มครอง ผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ระหว่างบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) กับบริษัท เรียล มูฟ จำกัด และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ได้ข้อสรุปว่า จะไม่มีเซ็นสัญญาร่วมกันแล้ว เนื่องจาก ทั้ง 2 บริษัท ตกลงเงื่อนไขบางประการ ไม่ได้
          ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจาก กสทช. กล่าวว่า ทั้ง 2 บริษัท เหมือนลิ้นกับฟัน การเจรจากันไม่ได้ เพราะทรู ไม่พอใจถ้อยคำบางประการของเอไอเอส
          ส่วนแหล่งข่าวระดับสูงในวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการ บริหารของเอไอเอส ที่ผ่านมา ระบุว่า อนุมัติให้ผู้บริหารของเอไอเอสไปเซ็น ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ เพราะไม่สามารถ หาเหตุผลตอบผู้ถือหุ้นได้ ด้วยจะมีผล กระทบต่อผู้ถือหุ้น อาจทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์
          อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ร่างเอ็มโอยู ที่ถูกเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดีย @NBTCnews เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื้อหาร่าง เอ็มโอยูระบุไว้ 2 ข้อ คือ 1.ทั้ง 2 ฝ่ายยินยอมให้ กสทช. เป็นผู้ตรวจสอบการโอนย้าย ผู้ใช้บริการของกลุ่มบริษัทเอไอเอสไปยัง กลุ่มทรู โดยสำนักงาน กสทช. จะแต่งตั้ง คณะทำงานคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาและตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยมี รองเลขาธิการ กสทช.สายงานกิจการโทรคมนาคม เป็นประธานคณะทำงาน และให้มีผู้แทนจากกลุ่มบริษัทเอไอเอสและกลุ่มทรูร่วมเป็น คณะทำงานด้วย
          ทั้งนี้ หากผลการพิจารณาของสำนักงาน กสทช. เป็นประการใดแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะรับไปปฏิบัติโดยพลัน โดยไม่โต้แย้ง หรืออุทธรณ์ผลการพิจารณาดังกล่าวของสำนักงาน กสทช. ไม่ว่าในกรณีใด และขอสละสิทธิ์ เรียกร้องใดๆ อันเกิดขึ้นจากการตรวจสอบและการชี้ขาดของสำนักงาน กสทช.
          2.เอดับบลิวเอ็น ตกลงใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือโรมมิ่ง บนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์บนคลื่นย่านความถี่ 905-915 เมกะเฮิรตซ์คู่กับ 950-960 เมกะเฮิรตซ์ของทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล ที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ให้บริการของกลุ่มบริษัทเอไอเอสในบางส่วนตามความเหมาะสม จนกว่าระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการตามมาตรการเยียวยาจะสิ้นสุดลง  ทั้งนี้ให้ผู้แทนทั้งสองฝ่ายเจรจาร่วมกันให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายใน 15 วัน โดยมี รองเลขาธิการ กสทช.สายงานกิจการโทรคมนาคม เป็นผู้กำกับดูแลการเจรจาเรื่องนี้ และรายงานต่อเลขาธิการ กสทช. ทราบเป็นระยะ
          ประเด็นดังกล่าว ทำให้นายฐากร ออกมาแถลงข่าวด่วนเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเนื้อหาเอ็มโอยูที่ปรับปรุงใหม่ได้ กลับโยนให้เอไอเอส เป็นผู้ชี้แจงเอง อีกทั้ง ยังชี้แจงด้วยว่าเอกสารที่เห็นนั้นเป็นเอกสารเก่าที่ กสทช. เป็นผู้ยกร่างให้ทั้ง 2 ฝ่ายดู แต่ทั้ง 2 ฝ่ายได้แก้ไขเอกสารกันทั้งคู่แล้ว และน่าจะสรุปลงนามเอ็มโอยูร่วมกันได้ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากนี้แหล่งข่าวจากกระทรวง ไอซีที ให้ข้อมูลว่าการประชุมที่จะให้ลงนามเอ็มโอยูร่วมกันนั้น ในที่ประชุมมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ไอซีที) นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงไอซีที นายฐากร เลขาธิการกสทช. นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมประชุมเพื่อหาทางออกในมาตราการเยียวยาลูกค้า
          โดยที่ประชุมนั้น เลขาธิการ กสทช. ได้พยายามให้เอไอเอส ลงนามในเอ็มโอยู ซึ่งได้จัดเตรียมไว้แล้ว ขณะที่นายสมชัยเอง ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันเอไอเอสได้มีแผนการดูแลลูกค้า 2 จีของบริษัทอยู่แล้ว โดยได้โรมมิ่งกับดีแทค ซึ่งจะรองรับลูกค้าได้ประมาณ 8 ล้านราย
          ส่วนของลูกค้าที่ยังเหลืออยู่ราว 4 แสนรายนั้น ก็ได้มีคำสั่ง คสช.ตามมาตรา 44 ให้ใช้งานต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2559 ซึ่งเมื่อถึงเวลาดังกล่าวก็จะได้ผู้ชนะ การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์รอบใหม่อยู่แล้ว