ประมูล900รอบใหม่"ทีดีอาร์ ไอ"ชี้ ไร้ดุเดือด

ทีดีอาร์ไอเชื่อประมูล 900 รอบใหม่ ไร้แข่งแรง เหตุมีผู้ครองคลื่นแล้วส่วนหนึ่ง กสทช. ลั่น พร้อม จัดประมูลแม้มีผู้เสนอตัวเพียงรายเดียว ส่วน เอไอเอสแจงข้อกล่าวหา ไม่เคยทำรัฐสูญรายได้ ระบุทุกอย่างโปร่งใส รัฐ-ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด
          นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ว่า เชื่อว่าการประมูลจะไม่มีแข่งขันรุนแรง เนื่องจากมีผู้ได้คลื่นความไปส่วนหนึ่งแล้ว ประกอบกับราคาเริ่มต้นการประมูลที่อยู่ระดับที่แจสโมบายบรอดแบนด์ทิ้งคลื่นไป เมื่อมีผู้ชนะประมูลแล้ว รัฐจะไม่สูญเสียโอกาสหรือรายได้ "ไม่ได้คาดหวังอะไรกับการประมูลมาก อยากให้กสทช. มองหลังการประมูลที่ต้องกำกับดูแลทั้งอัตราค่าบริการและคุณภาพบริการจะต้องกำกับดูแลให้เป็นธรรม"
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. กล่าวว่ากสทช. พร้อมจัดประมูลวันที่ 27 พ.ค. นี้ โดยวันที่ 18 พ.ค. จะเริ่มรับการแสดงความจำนงเข้าประมูล ซึ่งภายในเวลา 16.30 น. จะชัดเจนว่ามีผู้เข้าประมูลกี่ราย
          ส่วนที่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) แจ้งว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ขอให้เชื่อตามเอไอเอส และรอดูวันที่ 18 พ.ค. โดยกสทช. พร้อมจัดประมูล แม้จะมีผู้ประมูลเพียงรายเดียวก็จะเคาะราคาให้เป็นไปตามระเบียบ
          ขณะที่ เอไอเอส ออกคำชี้แจงกรณีที่มี รายงานข่าวเมื่อ 12 พ.ค.2559  แบ่งเป็น 3 ประเด็น ดังนี้ ข้อกล่าวหาเอไอเอส แก้ไขสัญญาสัมปทานโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานแก่ บมจ.ทีโอที เป็นเงิน 88,359 ล้านบาท เอไอเอส ขอยืนยันว่าการแก้ไขสัญญาต่างๆ ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์กับรัฐ และรัฐได้ ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชน หรือผู้ใช้บริการได้ใช้บริการในราคาถูกลง
          อีกทั้งการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทุกรายดำเนินการเหมือนกันหมด และเป็นการดำเนินการโดยสมัครใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิใช่เอไอเอสกระทำได้เองฝ่ายเดียว และทีโอที ก็ผ่านขั้นตอนการพิจารณาคณะกรรมการของทีโอที ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงานอัยการสูงสุด สภาพัฒน์ฯ โดยพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าเป็นประโยชน์แก่ภาครัฐและประชาชน จึงอนุมัติให้แก้ไขสัญญาระหว่างกันได้
          ทั้งนี้ การแก้ไขสัญญาดังกล่าว ประชาชนยังได้ใช้บริการในราคาถูกลง เช่น กรณีการกำหนดอัตราส่วนแบ่งรายได้ของค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน (พรีเพด) โดยมีเงื่อนไขให้ต้องลดอัตราค่าใช้บริการลง ซึ่งเป็นผลทำให้ค่าใช้บริการถูกลง ไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน และเลือกใช้บริการได้ตามความพอใจ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น
          นอกจากนี้ เมื่อค่าบริการถูกลง ส่งผลให้ปริมาณผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ทำให้ทีโอทีได้รับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นตามปริมาณผู้ใช้บริการเช่นกัน และสัญญาหลักตลอดจนการแก้ไขสัญญาต่างๆ ก็มีผลบังคับใช้และผูกพันคู่สัญญาเรื่อยมาโดยตลอด จนกระทั่งสิ้นสุดสัญญาไปแล้วเมื่อเดือนก.ย.2558
          ส่วนข้อกล่าวหา การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จากกิจการโทรคมนาคม โดยมีมติคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ผู้รับสัมปทานทุกรายต้องชำระภาษีสรรพสามิต ซึ่งกรณีของเอไอเอสเป็นเงินจำนวน 31,462 ล้านบาท
          เอไอเอส ขอยืนยันว่ารัฐมิได้รับความเสียหาย ใดๆ และรัฐยังคงได้ประโยชน์สูงสุดเช่นเดิมจากรายได้สัญญาสัมปทาน เอไอเอสก็ไม่ได้รับผลประโยชน์หรือสิทธิพิเศษใดๆ เพียงแต่แบ่งเงินที่ได้รับออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นภาษีสรรพสามิตที่ต้องชำระให้แก่กระทรวงการคลังโดยตรงเป็นรายเดือน ทำให้รัฐได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อีกส่วนชำระให้แก่ผู้ให้สัมปทานนำไปใช้จ่ายในกิจการ
          ขณะที่ประเด็นข้อกล่าวหากรณีสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์หมดสัญญาลง เอไอเอสต้องส่งมอบเสาสัญญาณคลื่น เครื่องมือ อุปกรณ์ทั้งระบบทั่วประเทศ และจัดหาสถานที่ตามสัญญาข้อที่ 2 และต้องเช่า ต่ออีก 2 ปีหลังหมดสัญญา ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องคืนให้รัฐประมาณ 120,000 ล้านบาท แต่ เอไอเอส ยังไม่คืนรัฐนั้น ขอชี้แจงว่า เอไอเอส และทีโอที ได้หารือที่จะยุติข้อพิพาทโดยการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันซึ่งใกล้จะเสร็จสิ้นเร็วๆ นี้
          ดังนั้นเอไอเอส ขอยืนยันการดำเนินธุรกิจเคารพกฎเกณฑ์กติกา โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพราะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ การกระทำทุกอย่างต้องตรวจสอบได้