กสทช.ชงกมธ.ยกรายได้เข้าคลัง บรรจุในร่างกม.ใหม่ให้100% ขอเรียกศรัทธาปิดช่องคำครหา

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยภายในงานสัมมนา "NBTC Policy Watch : 5 ปี กสทช. กับอนาคตการสื่อสารไทย" ว่า ร่าง พ.รบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ.กสทช.) ฉบับใหม่ ส่วนตัวมีข้อกังวลหลายด้าน คือ 1.คุณสมบัติผู้เป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กำหนดอายุผู้สมัคร 45-65 ปี จะเป็นการปิดโอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน กำหนดคุณสมบัติส่วนของภาคเอกชนต้องทำธุรกิจไม่น้อยกว่า 3 ปี ตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จะส่งผลให้ธุรกิจเอสเอ็มอี หรือสตาร์ตอัพ หมดสิทธิ ส่วนภาคผู้บริโภค ต้องมีประสบการณ์คุ้มครองผู้บริโภค 10 ปีขึ้นไป ดังนั้น น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. จะหมดสิทธิสมัคร
          นายสมเกียรติกล่าวว่า 2.กรรมการสรรหา กสทช. ส่วนใหญ่มาจากฝั่งตุลาการ จึงเกรงว่าจะมีความเข้าใจในงานของ กสทช.หรือไม่ และอาจคัดสรรกรรมการโดยคำนึงเรื่องความมั่นคงเท่านั้น 3.ระบบตรวจสอบ ที่ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้เพียงความเห็นเท่านั้น กสทช. ไม่จำเป็นต้องทำตามก็ได้ 4.เรื่องกฎ กติกา การแข่งขัน แม้ระบุให้ใช้วิธีประมูล แต่ได้เปิดช่องให้คลื่นที่มีจำนวนไม่จำกัด ไม่ต้องประมูล เป็นอำนาจ กสทช. ตัดสินใจได้ และ 5.การบริการอย่างทั่วถึง ร่างกฎหมายใหม่กำหนดให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ให้บริการสาธารณะ โดยรัฐจะจ่ายเงินให้รัฐวิสาหกิจ อาจขัดกับหลักเกณฑ์การแข่งขันที่เป็นธรรมขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ที่มาของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เข้าใจว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องการสร้างธรรมาภิบาล เพราะที่ผ่านมา กสทช.มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเงิน อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ กสทช.ยังไม่ได้ลงความเห็นเพิ่มเติม ในสัปดาห์หน้าตนจะเข้าชี้แจงกับคณะกรรมาธิการที่ทำการศึกษา โดยจะเสนอให้บริหารจัดการรายได้ของ กสทช.ทั้งหมดนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน จากเดิมไม่มีกำหนดไว้ เพื่อตัดข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสที่หลายฝ่ายกังวล และสร้าง