ตั้งเคบีทีจีรับฟินเทคพุ่ง เสี่ยปั้นคาด5ปีโต10เท่า

 นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า อิทธิพลการเพิ่มขึ้นของสมาร์ทโฟนทำให้คนไทยหันมาทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น สวนทางกับการทำธุรกรรมสาขาที่ลดน้อยลง โดยประเมินว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าหรือปี 2563 จะมีมูลค่าธุรกรรม ที่ผ่านดิจิตอลแบงก์ของธนาคารเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัวเป็น 30 ล้านล้านบาทมีรายการที่ทำผ่านช่องทางดิจิตอลแบงก์กิ้งเพิ่มขึ้นเป็น 7,900 ล้านรายการ ส่วนการทำธุรกรรมผ่านสาขาลดลงเหลือ 188 ล้านรายการ
          "ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิตอลเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยการมีสมาร์ทโฟนทำให้คนไทยลดการใช้เงินสด จากข้อมูลพบว่า รายการที่ทำผ่านช่องทางดิจิตอลแบงก์กิ้ง ของธนาคารเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 168 ล้านรายการ ในปี 2554 เป็น 1,135 ล้านรายการ ในปี 2558 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7,900 ล้านรายการใน 5 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับมูลค่าของธุรกิจดิจิตอลแบงก์เพิ่มขึ้นจาก 900,000 ล้านบาท ในปี 2554 เป็น 4 ล้านล้านบาท ในปี 2558 และโตเป็น 30 ล้านล้านบาท ในปี 2563 สวนทางกับการใช้บริการผ่านช่องทางสาขา ที่แม้ในปี 2558 จะเพิ่มจากปี 2554 จำนวน 166 ล้านรายการ เป็น 188 ล้านรายการ แต่อนาคตคาดว่าการใช้บริการจะลดเหลือ 153 ล้านรายการ ในปี 2563"
          ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับพฤติกรรมคนไทยที่จะหันมาใช้ดิจิตอลแบงก์เพิ่มขึ้น ธนาคารได้จัดตั้งบริษัท กสิกร บิสซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (เคบีทีจี) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการด้านเทคโนโลยีและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน โดยในกลุ่มบริษัทเคบีทีจี มีบริษัทย่อยอีก 5 แห่ง ซึ่งธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ถือหุ้น 100% ทั้งหมด คือ บริษัท กสิกร เทคโนโลยี กรุ๊ป เซเครเทเรียต, บริษัท กสิกร แล็บส์, บริษัทกสิกร ซอฟต์, บริษัท กสิกร โปร และบริษัท กสิกร เซิร์ฟ นอกจากนี้ยังได้ตั้งงบปีละ 5,000 ล้านบาท พัฒนาไอทีใหม่หวังลูกค้าจะได้รับบริการทางการเงินในโลกดิจิตอลที่สมบูรณ์แบบที่สุด
          "ทิศทางการดำเนินงานและกลยุทธ์มุ่งไปที่การใช้งานเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของธนาคาร รวมทั้งการร่วมมือกับพันธมิตรทางเทคโนโลยี มาพัฒนาบริการเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) เพื่อสนับสนุนลูกค้าและเพิ่มความพึงพอใจตลอดจนยังมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริการทางการเงินเพื่อขยายตลาดใหม่ ๆ นอกเหนือจากบริการทางการเงิน เช่น การตลาดผ่านช่องทางดิจิตอล และมุ่งเน้นการให้บริการทางการเงินและบริการอื่น ๆ"
          นายบัณฑูร กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิตอลของรัฐบาลถือว่าเป็นแนวคิดที่ถูกทาง แต่การคิดธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน และผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยี หรือเทคสตาร์ต อัพ หากให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ต้องเป็นหน้าที่ของภาคเอกชนขับเคลื่อน หรือรัฐบาลร่วมกับเอกชน โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ
          "การคิดค้นนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต้องคิดนอกกรอบ สร้างวัฒนธรรมการทำงานใหม่ การตั้งกสิกร บิสซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป โดยในกรุ๊ปมี 5 บริษัทที่ธนาคารถือหุ้น 100% มีพนักงานรวม 2,800 คน มา ทำงานที่อาคารปฏิบัติ งานที่อาคารกสิกร บิสซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป ที่แจ้งวัฒนะ มีพนักงานมีหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินร่วมกับพันธมิตร โดยธนาคารจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด".