DTACยังไม่ร่วมประมูลคลื่น900กำไรQ1ลด45%

DTAC แจ้งจุดยืนชัด ไม่เข้าประมูลคลื่น 900 MHz รอบใหม่ ยันคลื่นเดิมที่มีอยู่เพียงพอต่อการให้บริการ ขณะที่แจ้งงบไตรมาส 1/59 มีกำไรสุทธิ 1,256 ล้านบาท ทรุดลง 45% เหตุอีบิทด้าลดลง-มีค่าเสื่อมราคาฯ-ค่าใช้จ่ายทางการเงินสูงขึ้น
          นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า บริษัทจะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz รอบใหม่ที่จะเปิดประมูลในวันที่ 27 พ.ค. 59 นี้ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีชุดคลื่นความถี่ทั้งหมดจำนวน 50 MHz ซึ่งมากพอสำหรับการให้บริการดิจิตอลสำหรับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz ในครั้งนี้
          อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นใจในการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัทได้จัดหาคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอที่จะรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตของฐานลูกค้าก่อนที่คลื่นความถี่ตามชุดที่ถือครองจะหมดสัมปทานประมาณปี 2561 เพิ่มเติมจากคลื่น 2100 MHz ที่ดีแทคยังถือครองใบอนุญาตซึ่งมีอายุใช้งานถึงปี 2570
          อีกทั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการทุกรายและการใช้งานดิจิตอลของลูกค้า คลื่นความถี่ต่างๆ ควรถูกนำออกมาประมูลล่วงหน้าก่อนที่จะหมดอายุสัมปทาน เพื่อไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญเช่นนี้ โดยจำเป็นต้องมีแผนการจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum roadmap) ซึ่งภาครัฐสามารถใช้ในการบริหารจัดการคลื่นความถี่ ด้วยความจำเป็นอย่างเร่งด่วนเพื่อการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจโทรคมนาคม
          “ด้วยคลื่นความถี่ที่มีในปัจจุบัน ดีแทคกำลังจะขยายเครือข่าย Super 4G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ด้วยแบนด์วิธที่เพิ่มจาก 15 MHz เป็น 20 MHz ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มความเร็วในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิมประมาณกลางปีนี้ ลูกค้าดีแทคจะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นและสนุกกับการใช้งานเพิ่มขึ้นไม่สะดุดบนโครงข่ายที่แบนด์วิธกว้างรองรับได้ในคลื่นเดียว (Single network)” นายลาร์ส กล่าว
          นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถให้บริการ 4G บนคลื่น 2100 MHz ได้ครบทั้ง 878 อำเภอทั่วไทยภายในไตรมาส 3/59 และ Super 4G บนคลื่น 1800 MHz ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วไทยในช่วงกลางปีนี้อีกด้วย เพื่อให้ลูกค้าที่ใช้งานในพื้นที่หรือเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทยได้สัมผัสกับประสบการณ์ใช้งานดิจิตอลบนมือถือในด้วยคุณภาพสูงสุดจากโครงข่ายดีแทค Super 4G
          :Q1 มีกำไร 1,256 ล้าน ลด 45%
          นายชวิต แสงอุดมเลิศ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ DTAC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/59 บริษัทมีกำไรสุทธิ จำนวน 1,256 ล้านบาท ลดลง 45% จากไตรมาส 1/58 ที่มีกำไรสุทธิ 2,292 ล้านบาท  เนื่องจาก EBITDA ที่ลดลง และมีค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงขึ้น โดยบริษัทมี EBITDA งวดไตรมาส 1/59 อยู่ที่จำนวน 7,327 ล้านบาท ลดลง 0.9% จากไตรมาส 1/58 เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการให้บริการลดลง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น ขณะที่ค่าธรรมเนียม และส่วนแบ่งรายได้ และปริมาณการให้ส่วนค่าอุปกรณ์โทรศัพท์ลดลง
          ขณะที่บริษัทมีรายได้รวมไตรมาส 1/59 จำนวน 21,676 ล้านบาท ลดลง 5.3% จากไตรมาส 1/58 ที่มีรายได้รวม 22,884 ล้านบาท  เนื่องจากการลดลงของรายได้จากการจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์  ชุดเลขหมาย และรายได้จากการให้บริการเสียง ประกอบกับมีการปรับลดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในปี 2558 โดยส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของรายได้จากการจำหน่ายโทรศัพท์ และให้บริการเสียง
          โดยบริษัทมีรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายอยู่ที่ 16,437 ล้านบาท ลดลง 2% จากไตรมาส 1/58 เนื่องจากรายได้ของการให้บริการเสียงลดลง ขณะที่รายได้จากการให้บริการข้อมูลยังเติบโต ซึ่งบริษัทมีรายได้จากการให้บริการเสียงจำนวน 6,612 ล้านบาท ลดลง 15% จากปีก่อน เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตแทนการใช้งานบริการเสียงเมื่อมีการใช้สมาร์ทโฟน
          ขณะเดียวกันบริษัทมีรายได้จากบริการข้อมูลอยู่ที่ 8,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาส 1/58 เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตยังคงเติบโตสูงแต่ยังคงเผชิญความท้าทายในการสร้างรายได้จากการเติบโตดังกล่าว ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการให้บริการข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50% ของรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ซึ่งจากเดิมอยู่ที่ 44.5% จากปีก่อน
          ทั้งนี้ บริษัทมีรายได้จากบริการข้ามแดนอัตโนมัติอยู่ที่ 392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% จากไตรมาส 1/58 หลังจากที่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศเข้ามาใช้โครงข่ายของบริษัท ส่วนรายได้จากการให้บริการอื่น เช่น รายได้การบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ (IDD) และค่าธรรมเนียมการให้บริการต่างๆ อยู่ที่ 1,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากไตรมาส 1/58
          สำหรับรายได้จากค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) อยู่ที่ 1,185 ล้านบาท ลดลง 27% จากไตรมาส 1/58 เนื่องจากปรับลดอัตราค่าเชื่อมต่อโครงข่ายลงมาอยู่ที่ 0.34 บาทต่อนาที จากอัตราเดิมอยู่ที่ 0.45 บาทต่อนาที ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 58 ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์ และชุดเลขหมายอยู่ที่ 3,836 ล้านบาท ลดลง 13% จากปีก่อน เนื่องจากยอดขายไอโฟนที่ลดลง อีกทั้งยังลดลง 27% จากไตรมาส 4/58 เนื่องจากยอดขายไอโฟนที่สูงกว่าจากการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่  อีกทั้งบริษัทมีผลขาดทุนจากการจำหน่ายเครื่องใช้โทรศัพท์และชุดเลขหมายในไตรมาส 1/59 จำนวน 152 ล้านบาท โดยขาดทุนลดลงจากระดับ 789 ล้านบาท จากไตรมาส 1/58
          อย่างไรก็ตาม ดีแทคยังคงขยายโครงข่าย 4G และ 3G อย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนสถานีฐานเพิ่มขึ้นประมาณ 13,000 สถานี จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และขยายโครงข่ายการให้บริการในระบบ 4G ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด ณ สิ้นไตรมาสที่ 1/59 ทำให้คุณภาพของโครงข่ายและการรับรู้ ตลอดจนความมั่นใจในการใช้งานของลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการในระบบ 4G เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1 ล้านราย ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นจำนวน 2.9 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 1/59 ดีแทคมีจำนวนผู้ใช้บริการรวมในระบบทั้งสิ้น 25.5 ล้านราย ในจำนวนนี้ 91% จดทะเบียนภายใต้ดีแทค ไตรเน็ต
          :คาดรายได้ให้บริการปี 59 ทรงตัว
          บริษัทประเมินแนวโน้มการแข่งขันของอุตสาหกรรมในปี 2559 จะมีการแข่งขันในระดับสูง เนื่องจากผู้ให้บริการมีการแข่งขันเป็นผู้นำการให้บริการ 4G โดยผู้ให้บริการได้เร่งขยายเทคโนโลยีและใช้กิจกรรมการให้ส่วนลดค่าอุปกรณ์โทรศัพท์ในการสร้างฐานลูกค้าใหม่รวมทั้งใช้รักษาฐานลูกค้าเดิม ดีแทคใช้การพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้ข้อเสนอและค่าบริการที่ดึงดูดใจ เพื่อเป็นแนวทางในการแข่งขัน
          ขณะที่บริษัทใช้คลื่นความถี่ที่ถือครองอยู่ในปัจจุบันจำนวน 50 MHz ในการสร้างบริการโทรคมนาคมให้กับลูกค้าได้อย่างครบถ้วนทั้งเทคโนโลยี 4G, 3G, 2G โดยบริษัทคาดว่าจะขยายโครงข่าย 4G ได้ครบทุกอำเภอทั่วประเทศภายในไตรมาส 3/59 ซึ่งจะช่วยเสริมกับโครงข่าย 3G และ 2G ของบริษัทที่มีอยู่ทั่วประเทศ
          ทั้งนี้ บางพื้นที่บริษัทจะให้บริการ 4G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz แบบต่อเนื่องโดยปริมาณคลื่น 20 MHz ซึ่งทำให้บริษัทมีความถี่ในการให้บริการ 4G รวม 25 MHz เมื่อรวมคลื่นความถี่ 2.1 GHz ที่ใช้ในการให้บริการ 4G อยู่ด้วย และในพื้นอื่น บริษัทให้บริการ 4G ด้วยปริมาณคลื่นความถี่จำนวน 20 MHz ซึ่งประกอบด้วยคลื่น 1800 MHz ปริมาณ 15 MHz และคลื่นความถี่ 2.1 GHz ปริมาณ 5 MHz
          นอกจากนี้ บริษัทยังคงประมาณการแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2559 แม้ในไตรมาส 1/59 บริษัทจะมีรายได้จากการให้บริการ ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายลดลงจากปีก่อนและมี EBITDA margin สูงกว่าประมาณการทั้งปี โดยบริษัทคาดว่ารายได้จากการให้บริการหากไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในปี 2559 จะอยู่ที่ระดับทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558
          โดยบริษัทจะใช้แพ็กเกจค่าบริการและข้อเสนออุปกรณ์ที่น่าสนใจ รวมทั้งรักษาตำแหน่งทางการตลาดของบริษัทในการนำเสนอความคุ้มค่าให้กับลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทคงประมาณการเงินลงทุนไว้ที่ระดับเดียวกันกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท และด้วยการมีโครงข่าย 4G ที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้และการนำเสนออุปกรณ์โทรศัพท์ 4G พร้อมแพ็กเกจที่น่าสนใจบริษัทจึงมีเป้าหมายเพิ่มฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ 4G เป็น 4.5 ล้านเลขหมายภายในปี 2559
          นอกจากนี้ คาดว่าอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีนิติบุคคล ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA margin) ของปี 2559 จะอยู่ที่ 27-31% ซึ่งแนวโน้มจะขึ้นอยู่กับการให้ส่วนลดค่าเครื่องโทรศัพท์ที่บริษัทจะใช้เพื่อแข่งขันในตลาด
          :โบรกฯ ชู DTAC เด่นสุดกลุ่มสื่อสาร
          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ได้กำหนดน้ำหนักกลุ่มสื่อสารเป็น “Underweight” และเลือกหุ้น Top Pick เป็น DTAC ซึ่งการดำเนินการประมูลคลื่น 900 MHz รอบใหม่จะส่งผลให้ผู้ชนะมีภาระต้นทุนค่าตัดจำหน่ายสูงขึ้น
          โดยฝ่ายวิจัยคาด หาก DTAC ไม่เข้าร่วมบริษัทยังคงมีแนวโน้มที่จะได้คลื่น 850/1800 MHz ใน 2-3 ปีข้างหน้าในราคาที่ถูกลงเนื่องจากผู้แข่งขันในตลาดมีเพียง 3 รายดังเดิมทำให้ราคาประมูลมีแนวโน้มถูกกว่าเมื่อเทียบกับเมื่อผู้แข่งขัน 4 ราย  และถึงแม้บริษัทจะได้ใบอนุญาตคลื่น 850/1800 MHz ในราคาแพงแต่บริษัทยังคงได้รับผลประโยชน์จากการลดค่า Regulatory Cost รวมถึงคลายกังวลว่าบริษัทจะไม่มีคลื่นรองรับผู้ใช้บริการ
          :จับตา BBL แจง JAS ทิ้งคลื่น 900
          ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ล่าสุด กสทช.ส่งหนังสือเชิญไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL อีกครั้งเพื่อให้เข้ามาชี้แจงกรณีที่บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ไม่มาชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ภายในสัปดาห์นี้ หลังจากครั้งแรกส่งหนังสือเชิญให้มาชี้แจงในวันที่ 22 เม.ย. 59 แต่ธนาคารกรุงเทพปฏิเสธ
          โดยการทำหนังสือเชิญครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 และคาดว่าจะสรุปตัวเลขความเสียหายได้ภายในกลางเดือนพฤษภาคมนี้ หรือก่อนการประมูล 4G รอบสอง ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่ามูลค่าความเสียหายน่าจะอยู่ที่หลักหลายร้อยล้านบาท
          ด้านนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบความเสียหายกรณีดังกล่าว เปิดเผยว่า ที่ประชุมนัดหารือเป็นครั้งที่สอง เพื่อพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะนำเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณา เช่น เอกสารทางการเงิน ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประกอบธุรกิจของแจสทั้งหมด ที่เคยให้จัดส่งตามมา หลังจากการประชุมนัดแรก
          รวมทั้งนำเรื่องการจัดประมูลรอบสองปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีคำสั่งให้กสทช. รีบดำเนินการมาพิจารณาด้วย ซึ่งยังไม่สามารถระบุตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ แต่กำหนดกรอบการพิจารณาไว้แล้ว โดยจะดูเงื่อนไขและรายละเอียดตามเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง