เอไอเอสเฮ-ศาลคุ้มครอง''2จี''30วันซิมไม่ดับยืดเวลาถึง14เมย. 

 เอไอเอสเฮ ศาลปกครองสั่งคุ้มครองผู้ใช้ 2 จีสี่แสนราย ก่อนซิมดับ สั่งคุ้มครองชั่วคราวถึงแค่เที่ยงคืนวันที่ 14 เม.ย. อีกคดีศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เอไอเอสชดใช้เงิน 'กสท.' 7 ล้านเศษพร้อมดอกเบี้ย เหตุเก็บเงินลูกค้าโทร.ตปท.จ่ายคืนไม่ได้

          เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มี.ค. ศาลปกครองกลางได้พิจารณาไต่สวนฉุกเฉิน คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เป็นผู้ฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีคัดค้านมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.) ที่ไม่อนุมัติให้ขยายมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ บนคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์ พร้อมกับขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้บริการในช่วงคลื่นความถี่ชุดที่ 1 ซึ่งบริษัท แจสโมบาย บรอดแบนด์ จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล เพื่อให้บริการได้อีกระยะหนึ่ง และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ทั้ง 2 ฝ่าย กลับไปรอคำตัดสิน

          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอไอเอส ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ชี้แจงต่อศาลไปหมดแล้ว ทั้งมาตรการต่างๆ ที่ทางบริษัทดำเนินการ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับคำตัดสินของศาล ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาเช่นใดก็น้อมรับ ส่วนข้อเสนอใดๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้บริโภคและสามารถทำได้จริงนั้น เอไอเอสก็ยินดีที่จะร่วมมือ

          นายสมชัยกล่าวต่อว่า แต่คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิร์ตซ์ในชุดที่ 2 ที่เสนอกันนั้น หากจะต้องดำเนินการย้ายจากชุดที่ 1 มาเป็นชุดที่ 2 ก็ต้องใช้เวลาในการจัดการพอสมควร ซึ่งการย้ายลูกค้าในระบบ 2 จี ที่มีอยู่ 400,000 ราย ภายในระยะเวลา 3-4 วัน คงเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้ระยะเวลาที่มากกว่า แม้หลายคนจะมองว่าลูกค้าจำนวนนี้ เป็นจำนวนไม่มาก แต่เอไอเอสก็ไม่อยากให้ลูกค้าได้รับผลกระทบจากการที่ต้องยุติสัญญาณ

          "ต่อไปคงขึ้นอยู่กับศาลที่พิจารณา แต่หลักๆ เอไอเอสอยากให้สิทธิ์คุ้มครองผู้ใช้บริการไม่ให้ซิมดับแม้ตัวเลข 400,000 คน อาจดูไม่มาก ในขณะที่ข้อเสนอของทรูมูฟ ที่ให้ไปใช้คลื่นได้ก่อนนั้น ตนก็ได้แจ้งศาลว่าข้อเสนอใดๆ ที่สามารถช่วยผู้บริโภคได้ ตนก็ยอมรับได้แต่อยู่บนพื้นฐานที่เป็นจริงด้วย และหากศาลไม่คุ้มครอง จะมีแผนรองรับอย่างไร ต้องยอมรับในคำสั่ง ขณะที่เอไอเอสจะมีมาตรการนำเครื่องโทรศัพท์แจกให้ลูกค้า แต่จะต้องรับเบอร์ใหม่ เนื่องจากเบอร์เก่าจะใช้ไม่ได้" นายสมชัยกล่าว

          ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า คาดว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาก่อน 24.00 น. การมาชี้แจงต่อศาลครั้งนี้ กรรมการ กทค.ได้มาร่วมชี้แจงกันครบทุกคน นำโดย พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค., พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร, นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ และนพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ซึ่งได้ชี้แจงในประเด็นมติผลการประชุม กทค. เหตุผลที่ไม่อนุมัติการขยายระยะเวลาของมาตรการเยียวยา รวมถึงได้รายงานว่ามีข้อเสนอที่ทางบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด เสนอให้ใช้คลื่นฟรีในช่วงคลื่น 900 ชุดที่ 2 ด้วย ซึ่งก็ต้องรอว่าคำสั่งศาลนั้นจะออกมาเช่นใด

          เมื่อเวลาประมาณ 23.45 น. ศาลปกครองได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในคราวประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 14 มี.ค. โดยให้ระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวสิ้นสุดลงในวันที่ 14 เม.ย. 2559 เวลา 24.00 น.

          ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส กล่าวว่า กรณี ดังกล่าว เอไอเอสและ กทค. มีความเห็นที่แตกต่างกันถึงแนวทางที่จะดูแลผู้ใช้บริการ ภายหลังการออกใบอนุญาต เอไอเอสจึงมีความ จำเป็นต้องยื่นฟ้องไปยังศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลพิจารณาคุ้มครองลูกค้าจำนวนดังกล่าว ให้ยังคงใช้งานต่อไปได้ อันจะเป็นการช่วยให้ลูกค้ากลุ่มนี้และผู้บริโภคไม่ได้รับผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงมีเวลาที่จะโอนย้ายเบอร์ ไปยังผู้ให้บริการรายอื่น หรือเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือที่รองรับเทคโนโลยี 3G หรือ 4G ต่อไป โดยล่าสุด ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เอไอเอสยังคงให้บริการต่อไปอีก 30 วัน จะส่งผลให้ลูกค้าจำนวนดังกล่าวยังคงใช้งานได้อย่างต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ทางเอไอเอสยังคงยืนยันเจตนารมณ์ที่จะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

          วันเดียวกัน ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอสเป็นจำเลย กรณีผิดสัญญาตัวแทน เรียกค่าเสียหาย 7,067,921.58 บาท

          คำฟ้องระบุว่า โจทก์ได้รับสิทธิให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยอนุญาตให้จำเลยซึ่งได้รับสัมปทานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เชื่อมต่อโครงข่ายโทรศัพท์ของจำเลย ผ่านโครงข่ายของบริษัท ทีโอที ไปยังชุมสายบริษัทของโจทก์เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จำเลยจะแจ้งที่อยู่ของผู้ใช้บริการดังกล่าวให้โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ เรียกเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการโดยตรง โดยโจทก์แบ่งรายได้ให้จำเลยผ่านบริษัททีโอทีเป็นค่าตอบแทน จำเลย จึงเป็นตัวแทนโดยปริยาย แบบมีบำเหน็จของโจทก์ในการทำสัญญาเช่าให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เฉพาะบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ

          แต่จำเลยในฐานะตัวแทนประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีผู้ใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ปลอม สำเนาทะเบียนบ้านปลอม หรือนำเอกสารของคนอื่นมาแอบอ้าง และปลอมรายมือ ชื่อบุคคลอื่น เพื่อเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนรวม 165 ราย 185 เลขหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย 7,067,921.58 บาทพร้อมดอกเบี้ย

          จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นตัวแทนโจทก์และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์ จำเลยไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ และไม่รู้เห็นกับการที่มีผู้ใช้เอกสารปลอม และปลอมลายมือชื่อในสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์และจำเลยฎีกา

          ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจากโจทก์แม้ผ่านบริษัททีโอที ก็ตาม จำเลยจึงเป็นตัวแทนโดยปริยายแบบมีบำเหน็จของโจทก์ การที่มีผู้นำเอกสารปลอมมาแอบอ้าง ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับจำเลยและใช้โทรศัพท์ไปยังต่างประเทศ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ซึ่งหากพนักงานของจำเลยใช้ความรอบคอบตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ว่าบุคคลที่ยื่นขอใช้บริการเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลที่ปรากฏหลักฐานในเอกสารหรือไม่ ก็ย่อมทราบได้ว่าเป็นบุคคลคนละคนกัน ถือว่าความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยเอง ซึ่งเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 812 จำเลยจึงต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์

          ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 7,067,921.58 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เม.ย. 2547 จนกว่าชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์