SAMARTแจ่มยกแผงงานหมื่นล้านรอเสียบ

ทันหุ้น - SAMART วิ่งอุตลุด ส่งกลิ่นเดินเกมลงทุนธุรกิจพลังงาน ทดแทนในประเทศไม่ต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์ จับตาผลงานปีนี้ ฟื้นตัวแรง หลังผ่านจุดต่ำสุด แถมรับทรัพย์ธุรกิจ SAMTEL ตุนแบ็กล็อกสูงกว่า 8,000 ล้านบาท และมีโอกาสได้งานใหม่ๆ เพิ่มเติมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2000 เมกะวัตต์ อยู่ ระหว่างรอเซ็น MOU ขายไฟให้ EGAT
          แหล่งข่าวจากวงการพลังงาน เปิดเผยว่า บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART อยู่ระหว่างศึกษาลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนขนาดใหญ่ในประเทศ กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทที่จะหันมาทำธุรกิจพลังงานมากขึ้น
          โดยก่อนหน้านี้มีแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในประเทศกัมพูชา รวมถึงการร่วมทุนโรงไฟฟ้าขยะ 3 แห่ง อาทิ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางขนาด 7-10 เมกะวัตต์ต่อแห่ง อย่างไรก็ตาม ต้องรอคำยืนยันจากทางผู้บริหารของ SAMART ต่อไปว่าจะมีการสรุปแผนการลงทุนดังกล่าวหรือรูปแบบการลงทุนอย่างไร รวมถึงประเด็นเรื่องการร่วมทุนกับพันธมิตรอีกด้วย
          SAMTEL นำทีมผลงานโตแรง
          ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดว่าผลการดำเนินงานของ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART จะฟื้นตัวขึ้นได้จาก บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL, บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ OTO และ U-Trans ที่คาดว่ามีการเติบโตที่ดีในปีนี้ แต่ยังคงถูกกดดันจาก บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) หรือ SIM ที่คาดว่ายังอ่อนแอต่อเนื่อง
          อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลการดำเนินงานของ SAMART จะฟื้นตัวขึ้นจากผลการดำเนินงานของ SAMTEL ที่คาดว่าจะดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในครึ่งหลังปี 2559 จากมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่สูงกว่า 8,000 ล้านบาท รวมถึงโอกาสในการเซ็นสัญญางานใหม่ๆ เพิ่มเติมอีก 1 หมื่นล้านบาท
          ขณะที่ U-Trans ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในส่วนของ CATS ที่ให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศในกัมพูชาและ TEDA ที่ยังมีโอกาสได้งานเพิ่มเติมอีกมาก เช่น สายส่งไฟฟ้าที่ขยายตัวตามธุรกิจพลังงานทดแทนจากนโยบายภาครัฐและโครงการนำสายไฟฟ้าลงดิน
          ส่วน OTO ยังมีทิศทางเติบโตได้ดีต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามยังถูกกดดันจากผลการดำเนินงานของ SIM ที่คาดว่ายังอ่อนแอจากธุรกิจมือถือที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับ Mobile Operator ขณะที่ธุรกิจใหม่ด้าน E-Commerce ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์และพัฒนาเพื่อให้ได้ขนาดที่สามารถทดแทนธุรกิจหลักเดิม
          ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์
          ทั้งนี้ฝ่ายวิจัย ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ลง 28% เหลือ 930 ล้านบาท ฟื้นตัวขึ้น 15.1% จากปีก่อน สะท้อนผลการดำเนินงานของ SIM และ SAMTEL ที่ปรับลงจากกำไรไตรมาส 4/2558 ที่อ่อนแอ ขณะที่การลงทุนใหม่ๆ จะเข้ามาอย่างเร็วในปี 2561 เช่น โรงไฟฟ้าขยะจำนวน 4 แห่งในภาคเหนือรวม 32 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอย COD บางแห่งได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2561 เป็นต้นไป โดย SAMART คาดว่าจะสามารถเซ็น PPA ได้ในไตรมาส 2/2559 นี้
          ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน 2000 เมกะวัตต์ ในกัมพูชา ยังมองว่าเร็วเกินไปที่จะให้น้ำหนักเพราะปัจจุบันยังอยู่ระหว่างกระบวนการเซ็น MOU กับ EGAT ในเรื่องค่าไฟ ส่วน PPA คาดว่าจะเซ็นได้ในปี 2561 และยังต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างอีกหลายปีหลังจากนั้น
          ดังนั้นจึงปรับลดราคาเหมาะสมลงจาก 24.20 บาทลงเหลือ 19 บาท (Sum of the Part) สะท้อนประมาณการกำไรและราคาเหมาะสมของบริษัทลูกที่ปรับลง อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside กว่า 10% ขณะที่โรงไฟฟ้าขยะที่คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าได้ราวโรงละ 0.50-1 บาทต่อหุ้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ นอกจากนี้ราคาหุ้นยังมี Catalyst จากการลงทุนใหม่ๆ เพิ่มเติมที่จะประกาศในอนาคตซึ่งน่าจะเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานทดแทน จึงยังแนะนำ "ซื้อ"