ร่างรัฐบาลดิจิทัลจ่อเข้าครม.เมษาโละแผนดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติเหลือเพียงศูนย์สำรอง

สรอ.เผยร่างแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเตรียมเข้าครม.พิจารณา เม.ย. 59 นี้ ปรับแผนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ มาเป็นระบบสำรองข้อมูลแทน พร้อมเร่งประสานบูรณาการข้อมูลรูปแบบใหม่ ยกระดับทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
          ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) สรอ.หรือ EGA เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดทำร่างแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย ระยะ 3 ปี พ.ศ. 2559-2561 เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยคาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในเดือนเมษายน 2558 พร้อมกับร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล
          "สรอ.ได้ผลักดันมาตรการในแผนเพื่อต่อยอดความสำเร็จในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลแบบต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะเลือกยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถรองรับการไปสู่รัฐบาลดิจิทัลเป็นยุทธศาสตร์หลักของปีนี้"
          ทั้งนี้แผนรูปธรรมนั้นจะมีการปรับจากโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ มาเป็นระบบข้อมูลสำรองหน่วยงานรัฐ โดยจะให้หน่วยงานรัฐทุกแห่งเปลี่ยนการลงทุนเรื่องการทำ Back-up site หรือการทำจุดสำรองข้อมูลมาไว้ที่ สรอ. เพื่อเตรียมการรองรับการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในด้านการเชื่อมโยงข้อมูลและการดำเนินงาน สามารถปรับเทคโนโลยีที่หลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว นำไปสู่การให้บริการรัฐแบบครบวงจรต่อไป
          "ปัจจุบัน สรอ. เริ่มให้บริการ Back-up หรือสำรองข้อมูลให้กับหน่วยงานรัฐผ่านระบบคลาวด์คอมพิวติ้งอยู่แล้ว แต่ยังไม่เป็นภาคบังคับ อย่างไรก็ตามก็ได้รับความนิยมจากหน่วยงานรัฐที่ใช้ระบบ G-Cloud ของ สรอ.จำนวนมาก ซึ่ง สรอ. จะมีการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานของระบบ G-Cloud  เพิ่มขึ้น และคาดว่าปีนี้จะมีจุดให้หน่วยงานรัฐได้ทำสำรองข้อมูลได้ถึง 3 จุดใน 3 จังหวัด
          ดร.ศักดิ์  กล่าวต่อไปอีกว่า ต่อจากนั้นทาง สรอ.จะเร่งให้เกิดการบูรณาการข้อมูลประชาชนและนิติบุคคลจากหลากหลายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้เป็นภาพเดียว หรือ Single View of Citizen เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของงานบริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน อย่างไรก็ตามขณะนี้ข้อมูลที่มีอยู่ในระบบมีปริมาณมาก หลากหลายและซับซ้อน ถูกเก็บอยู่ในหลายหน่วยงาน ที่มีมาตรฐานต่างกันและมีกฎ ระเบียบที่จำกัดการบูรณาการข้อมูลในเชิงปฏิบัติ ดังนั้น สรอ.จะเข้ามาประสานงานให้เกิดระบบเชื่อมโยงข้อมูลกลางเพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก และสร้างระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลบุคคลขึ้นมา
          โดยสิ่งที่จะตามมาหลังจากการวางระบบเสร็จแล้วก็คือ ต่อไปประชาชนจะสามารถยืนยันตัวตนและบริหารจัดการสิทธิ์โดยใช้ สมาร์ทการ์ด หรือผ่านบัญชีผู้ใช้อิเล็กทรอนิกส์กลางได้ โดยจะมีบริการข้อมูลการบริการผ่านจุดเดียวโดยมีผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางเกิดขึ้นตามมา
          สำหรับการต่อยอดในภาคธุรกิจนั้น สรอ.ได้เลือกธุรกิจท่องเที่ยว การเกษตร การลงทุน การนำเข้า และส่งออก การส่งเสริม SMEs และระบบภาษีแบบบูรณาการ ล่าสุด สรอ.ร่วมกับกรมบัญชีกลาง จัดทำระบบการบูรณาการข้อมูลเพื่อทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่าภาษีที่แปลงเป็นงบประมาณลงในพื้นที่ต่างๆ ได้รับการจัดสรรไปแต่ละพื้นที่อย่างไร ซึ่งเป็นตัวอย่างการบูรณาการข้อมูลในรูปแบบโอเพ่นดาต้า และด้านการส่งเสริมภาคธุรกิจก็มีความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร.จัดตั้ง Biz Portal (biz.govchannel.go.th) เว็บไซต์แหล่งรวมข้อมูลและบริการภาคธุรกิจของภาครัฐและในอนาคตจะนำเข้ามาสู่เว็บไซต์กลางคือ govchannel.go.th จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ