การเตรียมความพร้อม National e-Payment

   อิสระ วงศ์รุ่ง
          รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
          เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2558 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment Master Plan โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทยให้เข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงในด้านธุรกรรมทางการเงิน และถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมและการดำเนินชีวิตของประชาชนคนไทย
          โดย National e-Payment Master Plan มุ่งเน้น (1) การเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน (2) การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (3) การลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งการบูรณาการระบบสวัสดิการสังคม (4) การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (5) การส่งเสริม e-Payment ทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมแบบ Cashless Society
          การดำเนินงานประกอบไปด้วย 5 แผนงานที่สำคัญ ดังนี้ (1) ระบบการชำระเงินแบบ Any ID ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและบริการ e-Payment ได้สะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ผ่านการอ้างอิงหมายเลขบัตรประชาชน หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ กับเลขที่บัญชีธนาคาร ซึ่งตามแผนงานคาดว่าจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนหมายเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์มือถือกับเลขที่บัญชีธนาคารได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ ทั้งนี้ เมื่อลงทะเบียนแล้วเสร็จ คาดว่าระบบ Any ID จะเปิดให้บริการได้ภายในปลายปี 2559 นี้ ส่งผลให้อนาคตประชาชนเวลาจับจ่ายใช้สอยต่างๆ หรือทำธุรกรรมการเงินต่างๆ สามารถทำผ่านระบบ Any ID ได้ทันที ตัวอย่างเช่น นั่งรถแท็กซี่สามารถชำระค่าโดยสารผ่านหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ขับแท็กซี่ แทนการใช้เงินสด เป็นต้น
          (2) การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น บัตรเดบิต บัตรเครดิต ผ่านระบบ EDC แห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลมีแผนที่จะวางเครื่อง EDC สำหรับรับชำระเงินผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ประมาณ 2 ล้านจุดทั่วประเทศ จากเดิมที่มีประมาณ 3 แสนกว่าจุด ซึ่งการวางโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนสามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ ได้ ทำให้สามารถทราบข้อมูลการทำรายการต่างๆ ได้ชัดเจน และข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศต่อไป
          (3) ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและกระบวนการและเอกสารต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจหรือติดต่อหน่วยราชการ โดยหน่วยราชการต่างๆ ต้องไปกำหนดยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงาน ที่จะต้องลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนหรือธุรกิจในการใช้บริการ ตัวอย่างเช่น เดิมต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนในการติดต่อหน่วยราชการ อนาคตจะเปลี่ยนเป็นการแสดงบัตรประชาชน หรือการนำส่งเอกสารประกอบการเสียภาษีต่างๆ ก็จะเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด หรือการชำระค่าภาษีประเภทต่างๆ สามารถชำระในระบบเดียว เป็นต้น
          (4) e-Payment ภาครัฐ ส่งเสริมให้ภาครัฐเป็นผู้นำการใช้ e-Payment รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ภาครัฐสามารถมีฐานข้อมูลที่ครบถ้วนเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการเงิน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชน เช่น สวัสดิการต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
          (5) การให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นแผนงานที่สำคัญ เพื่อเป็นเครื่องมือผลักดันในการให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนงาน จะทำให้สังคมของประเทศไทยจะเป็น Cashless Society คือลดการใช้เงินสดในการดำเนินชีวิตและธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถประหยัดต้นทุนด้านเงินสดในระบบเศรษฐกิจในภาพรวมกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท/ปี
          ดังนั้น ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment Master Plan ดังกล่าว แต่ละหน่วยงาน องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ และสถาบันการเงินต่างๆ ต้องดำเนินการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ระบบงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับตามแผน National e-Payment Master Plan ดังกล่าวต่อไป