อดีซีเขย่าเทรนด์"ฟินเทค"ปลุกแบงก์ตีโจทย์ใหม่ยุคดิจิทัล

 วัลยา แสงทอง
          กระแสเทคโนโลยียุคใหม่ผนวกกับโจทย์ความต้องการของ ผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงชัดเจน "โมบาย" แทบจะกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เทคโนโลยีส่งให้ "ฟินเทค" ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นนิยามใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงคำเรียกสั้นๆ ของ "ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี" ที่ให้ความหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้กันในภาคธุรกิจการเงินการธนาคาร เช่น คอร์ แบงกิ้ง, เพย์เมนท์ ซิสเต็มส์ หรือระบบเอทีเอ็มเพียงเท่านั้น
          หาก "ฟินเทค" สำหรับยุคนี้เป็น "นิว ฟินเทค (New FinTech)" ที่ยังกินความถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก และเกี่ยวข้องทางการเงินด้วย ในขณะที่ผู้พัฒนา หรือสตาร์ทอัพกลุ่ม การเงิน ก็จะเรียกตัวเองว่าเป็นฟินเทค ไปโดยปริยาย:นิยามใหม่ฟินเทค   นายไมเคิล อาราเน็ตตา  ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยไอดีซี ไฟแนนเชียล อินไซต์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และผู้จัดการประจำไอดีซี ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพไอที" ในโอกาสจัดประชุมครั้งใหญ่ประจำปี "อาเซียน ไฟแนนเชียล เซอร์วิส คองเกรส" ครั้งที่ 12 ที่สิงคโปร์ ว่า ฟินเทคเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในภาคการเงินการธนาคาร หรือให้บริการกับลูกค้าซึ่งมีความ หลากหลาย
          ไม่ว่า จะเป็นเอทีเอ็ม โมบาย แบงกิ้ง ระบบอีเพย์เมนท์ต่างๆ แต่สำหรับ "ฟินเทค" ในความหมายที่ไอดีซีนิยาม ในปัจจุบัน คือ สตาร์ทอัพที่พัฒนาธุรกิจ ขึ้นมา โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
          ไอดีซี มองว่า ฟินเทคที่กำลังได้รับความนิยมนำมาใช้ในขณะนี้มี 3 กลุ่มหลัก คือ "เพียร์ทูเพียร์ เพย์เมนท์", "โซเชียลเบส เครดิต สกอร์" และ "บิตคอยน์"
          ซึ่งครองสัดส่วนถึง 75% ของภาพรวมตลาดฟินเทค แต่สำหรับฟินเทคในกลุ่มเพียร์ทูเพียร์ ซึ่งลูกค้าสามารถโอนเงินหากันได้โดยตรง เช่น โมบาย เพย์เมนท์ ยังไม่ใช่ฟินเทคที่ได้รับความนิยมมากนักสำหรับตลาดไทย เพราะคนไทยมีทางเลือกในการใช้บริการทางการเงินที่หลากหลาย และสะดวก เช่น การโอนเงินผ่านบริการใน ร้านสะดวกซื้อ
          ในขณะที่ บิตคอยน์ เป็นเงินเสมือน  ที่เริ่มได้รับความนิยมมากในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา และเริ่มมีสถาบันการเงินให้ ความสนใจ คาดว่าจะเป็นฟินเทคกลุ่ม ที่ได้รับการตอบรับเร็ว รวมถึงการนำ โซเชียล เน็ตเวิร์คต่างๆ เข้ามามีส่วนใน การวิเคราะห์ และตัดสินใจให้เครดิต ทางการเงินกับลูกค้า เป็นทางเลือกจากเดิม ที่การตรวจสอบประวัติทางการเงิน ผ่านเครดิตบูโรได้เพียงอย่างเดียว และกำลังเป็นเทรนด์ที่ธนาคารจะใช้กัน มากขึ้น
          ไอดีซี ยังคาดการณ์ว่า สตาร์ทอัพในกลุ่มฟินเทคจะเติบโตมากที่สุด เพราะเป็นนวัตกรรมที่สามารถทำเงินได้มาก เมื่อเทียบกับธุรกิจสตาร์ทอัพอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันธนาคารหลายแห่ง รวมถึงภาครัฐก็ให้การสนับสนุน ผู้ประกอบการหน้าใหม่เหล่านี้ก็พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาช่วย กระตุ้นตลาด ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มไม่เดินทางไปทำธุรกรรมผ่านสาขาธนาคารแล้ว แต่ต้องการบริการ ที่สะดวกผ่านมือถือมากขึ้น ยิ่งทำให้ ฟินเทคเติบโตมาก
          โดยปี 2557 มูลค่าเงินลงทุนใน
          ตลาดฟินเทคในมุมที่เป็นสตาร์ทอัพ (ฟินเทค เวนเจอร์) ทั่วโลกอยู่ที่ 1.221 หมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่า ปี 2558 ได้เพิ่มเป็นเท่าตัว
          นอกจากนี้ ในแวดวงฟินเทคก็เริ่มมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จหลายราย เช่น เพย์พัล หรืออาลีบาบา ยิ่งกระตุ้นให้สตาร์ทอัพหน้าใหม่มีแรงบันดาลใจที่ต้องการจะเป็นอาลีบาบา หรือฟินเทคที่ประสบความสำเร็จเป็นรายต่อไป
          :โมบายมาแรงปีนี้
          ไอดีซี ยังฟันธงว่า เทรนด์ที่เด่นที่สุดสำหรับตลาดฟินเทคในไทยปีนี้ จะเป็นปี ของฟินเทคบน "โมบาย" ซึ่งเป็นผลจากการมาของเทคโนโลยี 4จี ที่จะแพร่หลายมากขึ้นทั้งปีนี้ยังเป็นปีที่ไทยมีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเกิน 50% ของประชากรเป็นครั้งแรก ยิ่งทำให้ตลาดโมบายในประเทศเติบโตแข็งแกร่ง
          และมีผลต่อเนื่องไปถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลการใช้มือถือ แต่ที่ผ่านมาก็ยังเห็นว่าธนาคาร ในไทยจำนวนมาก ยังลงทุนกับโครงสร้าง
          พื้นฐานมากกว่า จะให้ความสำคัญกับ การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา "ภาพรวมในไทยก็ยังถือว่า ธนาคารส่วนใหญ่เริ่มตื่นตัวแต่ก็ยังถือว่า ไม่มากนัก เพราะมีธนาคารที่ลงมือกับ ฟินเทคอย่างจริงจังไม่กี่แห่ง แต่ไอดีซี ก็เชื่อว่า การแข่งขันระหว่างธนาคาร กันเองจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัว นำฟินเทคเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจเร็วขึ้น"
          :ฟินเทคไทยยังต่ำ
          ขณะที่ ภาพรวมของการลงทุน ด้านฟินเทคในไทยก็ยังจัดว่าอยู่ในระดับ "อ่อน" เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งไอดีซี วิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะผู้ใช้งานมีทางเลือกในการใช้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะสาขาธนาคาร ที่ครอบคลุมบริการทางการเงินในร้านสะดวกซื้อ ทำให้ผู้บริโภคหรือผู้ใช้งาน ยังไม่มีดีมานด์แรงพอที่จะกำหนดทิศทาง หรือกระตุ้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาการใช้งานได้เหมือนกับในหลายประเทศที่จำเป็นต้องหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นยกตัวอย่าง เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ที่ภูมิประเทศ
          เป็นเกาะ และพื้นที่กว้าง ธนาคารไม่สามารถลงทุนขยายสาขาให้ทั่วถึงได้  ทั้งหมดกลายเป็นปัจจัย ที่ผลักดันให้เกิดการ ก้าวกระโดดไปใช้ฟินเทค หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การโอนเงินผ่านมือถือด้วยตัวเอง แทนที่จะต้องเดินทางไปที่ธนาคารสาขา "ตัวอย่างชัดเลย เช่น ในอินโดนีเซีย พื้นที่ประเทศกว้างมาก และเป็นเกาะ ทำให้
          ธนาคารลงทุนได้ไม่ทั่วถึง ต้องนำ ฟินเทคใหม่ๆ เข้ามาบริการลูกค้า ทำให้เกิดการลงทุนเร็วกว่าเมื่อเทียบกับไทยที่มีตัวเลือกใช้บริการเยอะ แค่เดินไปร้านสะดวกซื้อก็ชำระค่าบริการต่างๆ ได้ หรือจะโอนเงินก็ง่าย ทำให้ความต้องการใช้ฟินเทคยังไม่มาก แต่ถือว่ามีโมเมนตัมที่ดี"
          :หนุนลดกฎซับซ้อน
          นอกจากนี้ ไทยยังมีกฎระเบียบที่สนับสนุนให้เกิดฟินเทค หรือสตาร์ทอัพ ที่ซับซ้อนเกินไปหรือไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการพัฒนาธุรกิจได้เร็ว
          "ถ้าเทียบกับสิงคโปร์ หรือฮ่องกง เป็นประเทศ ที่แอคทีฟกับการสนับสนุน ให้เกิดการพัฒนาสตาร์ทอัพ หรือฟินเทค ได้ง่ายขึ้น ขณะที่ไทยหน่วยงานกำกับดูแล ที่เกี่ยวข้องยังวางบทบาทเป็นผู้ออก กฎเกณฑ์มากำหนดธุรกิจมากกว่า  เป็นผู้สนับสนุนให้ธุรกิจหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดได้ง่ายขึ้น" ส่วนโครงสร้างพื้นฐานในไทยถือว่า อยู่ในกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะการลงทุนเครือข่าย 4จี  ที่ทำให้ความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือดีมากขึ้นอีก รวมถึงแนวโน้ม ของการศึกษาลงทุนของกลุ่มธนาคาร เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ทางการเงิน เช่น บิตคอยน์ ที่คาดว่าจะเริ่มได้เห็นใน ตลาดไทยในระยะเวลาไม่นาน
          อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ไอดีซี ยังมองว่า แม้ภาคธุรกิจการเงิน การธนาคารรู้สึกว่าถูกโจมตีด้วยกระแส ของ "ฟินเทค" แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็น การกระตุ้นให้กลุ่มแบงกิ้งต้องหาคำตอบ ให้ได้ว่า เหตุใดผู้บริโภคเริ่มตอบรับ การใช้ฟินเทค "ดิจิทัลเป็นคำแห่งปีที่ได้รับ การยอมรับกันว่า มาแรงและมาแน่  หากแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือ  สิ่งที่น่าจับตาว่าผลของดิจิทัลที่จะสร้าง แรงกระเพื่อมต่อไปนั้น คือ อะไรโดยเฉพาะในภาคธุรกิจการเงินการธนาคารที่ความเร็ว และความเชื่อมั่นของลูกค้า เป็นสิ่งที่ต้อง เร่งสร้าง"

'ฟินเทคที่กำลัง ได้รับความนิยม นำมาใช้ ในขณะนี้มี 3 กลุ่ม ครองสัดส่วน 75% ของตลาด'
ไมเคิล อาราเน็ตตา