เปิดผลงานรัฐมนตรีที่ไม่ควรจะถูกลืม วางโครงสร้างปฏิรูปประเทศไทยใหม่

 “นิด้าโพล” ทุบเปรี้ยงเข้าไปในใจกลางอกของ “ทีมเศรษฐกิจ” รัฐบาล ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีม เมื่อผลการสำรวจในหัวข้อ “1 ปี 6 เดือน ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี”
          ปรากฏชื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจหลายท่านที่ประชาชนไม่ประทับใจในการทำงานและประชาชนไม่รู้จัก ทั้งๆที่บุคคลเหล่านี้ทุ่มเททำงานอย่างหนัก หลังจากเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปลายเดือน ส.ค.2558 จนถึงปัจจุบันทำงานไปได้ 6 เดือน
          อาจเป็นเพราะมีจุดอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ และงานที่ทำไปมุ่งเน้นในเรื่องการปรับโครงสร้างและปฏิรูปประเทศ อีกทั้งรัฐมนตรีเหล่านี้ไม่ใช่คนหวือหวา ไม่ต่อปากต่อคำเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง จนเป็นเหตุทำให้ไม่ดังและประชาชนไม่รู้จัก
          ในฐานะหัวหน้าทีม “ดร.สมคิด” ถึงกับเอ่ยเห็นใจรัฐมนตรีของตัวเองว่าทำงานหนัก ทำงานดี ไม่มีคอร์รัปชัน แต่กลับถูกลืม
          เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐมนตรีกลุ่มนี้ และให้ประชาชนได้รู้จักพวกเขามากขึ้น “ทีมเศรษฐกิจ” ในฐานะเกาะติดการทำงานของรัฐบาล จึงขอฉายภาพให้เห็นผลการทำงานของ 4 รัฐมนตรีในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ว่าพวกเขาเหล่านี้ได้สร้างผลงานใดให้กับเศรษฐกิจของประเทศชาตินี้บ้าง
          อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม
          ตำแหน่ง รมว.คมนาคม เหมือนเป็นเก้าอี้อาถรรพณ์ ใครมานั่งก็มีเรื่องวุ่นๆชวนปวดหัวตลอด ไม่เว้นแม้แต่ “อาคม” ขึ้นชื่อว่าเป็นมือดีมือสะอาด ข้ามห้วยมาจากตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาเป็น รมช.คมนาคม ก่อนขึ้นเป็น รมว.คมนาคม ก็ยังโดนมรสุมเล่นงานแล้วหลายลูก
          กระทรวงคมนาคมจัดเป็นกระทรวงเกรดเอที่นักการเมืองหมายปองเยอะสุด คุมงบประมาณหลายแสนล้าน ภารกิจใหญ่ก็มี 2 ด้าน เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่นายอาคมต้องแบบภาระ “เมกะโปรเจกต์” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดผลงานของทั้งรัฐบาลเดินหน้าให้ได้ตามแผน โดยเขาได้เข็นโครงการมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง เข้าสู่การอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้สำเร็จ เส้นทางพัทยา-มาบตาพุด, บางใหญ่-กาญจนบุรี และบางปะอิน-นครราชสีมา ที่จะเริ่มก่อสร้างได้ในปีนี้
          ส่วนรถไฟฟ้าได้เริ่มสร้างสายสีเขียวหมอชิต-คูคต รวมถึงสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี วงเงิน 110,000 ล้านบาท ก็ได้รับไฟเขียวจาก ครม.เช่นกัน เช่นเดียวกับรถไฟทางคู่ทาง 1 เมตร ก็เริ่มทำไปแล้ว 2 ช่วง
          จะมีปัญหาก็ตรงโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่คนสนใจกันเยอะแต่ดันเจอโรคเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งดีกว่ารีบตกลงแล้วต้องเสียค่าโง่พลาดท่าเหมือนประเทศลาว ที่จีนโฉบเอาพื้นที่สองข้างทางรถไฟไปใช้ประโยชน์ ไล่ที่คนลาว แถมไม่ยอมจ้างงานคนลาว
          ส่วนงานอีกหน้าหนึ่งคือด้านบริการ ต้องบอกว่าตั้งแต่นายอาคมมานั่งก็เจอพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกตลอด ตั้งแต่เรื่องมาตรฐานการบินองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ติดธงแดงกรมการบินพลเรือนของประเทศไทย จากการปฏิบัติที่ต่ำกว่ามาตรฐานมาเนิ่นนาน
          จนต้องรื้อโครงสร้างการทำงานของกรมการบินพลเรือนใหม่ทั้งหมด แยกผู้กำกับกับการปฏิบัติออกจากกัน จนเกิดหน่วยงานใหม่ คือ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กับกรมท่าอากาศยาน
          งานยักษ์อีกชิ้น คือ การผลักดันการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2และเฟส 3 ที่ค้างคามานาน จนล่าสุดถึงขั้นเตรียมเปิดประมูลได้แล้ว ส่วนสนามบินดอนเมืองที่ถูกร้างราการใช้ประโยชน์ทั้งๆมีศักยภาพอยู่ เขาได้เร่งเปิดอาคารผู้โดยสารอาคาร 2 ทำให้รองรับผู้โดยสารได้มากกว่าปีละ 30 ล้านคน
          นอกจากนั้น ยังมีแผนขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 ปรับปรุงอาคารคลังสินค้า รวมถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่และทำอาคารเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าสายสีแดง ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างด้วย
          ดร.อุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
          กระทรวงไอซีที ภายใต้การกำกับการทำงานของ “ดร.อุตตม” ผลโพลบอกว่า เป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จัก อาจเป็นเพราะการทำงานเน้นงานวางโครงสร้าง ที่ประชาชนอาจจะยังไม่เห็นผลงานในวันนี้
          รวมถึงบทบาทของกระทรวงไอซีที เป็นเสมือนคนกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลของส่วนงานราชการที่มีอยู่แล้วมาบูรณาการกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ
          นับตั้งแต่วันรับตำแหน่งจนถึงวันนี้ ดร.อุตตม และข้าราชการกระทรวงไอซีที ทำงาน
          ทุกวันแบบไม่มีวันหยุด ภารกิจช่วงแรกได้ทุ่มเทวันเวลาให้กับการร่างแผนพัฒนาดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 1 โดยไม่จุดพลุประชาสัมพันธ์แต่อย่างใด
          อันเนื่องจากเป็นแผนระยะยาวอย่างยั่งยืน เป็นการวางรากฐานด้านโครงสร้างไอซีทีของประเทศ เพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมของไทยไปสู่ “Digital Thailand” ขณะนี้แผนดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบ ครม.แล้วและกำลังระดมสมองถอดรหัสแผนเพื่อนำไปสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
          ประชาชนสามารถสัมผัสและจับต้องได้ ภายใน 3–4 เดือนข้างหน้านี้
          สิ่งที่จะเห็นผลงานเป็นรูปเป็นร่างในระยะใกล้นี้ คือ การวางกรอบการสร้างโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้เข้าถึงทุกพื้นที่ของประเทศ เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันของสังคม ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติงบประมาณให้แล้ว 20,000 ล้านบาท
          แบ่งวงเงิน 15,000 ล้านบาท เป็นการขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้เข้าถึงทุกหมู่บ้านที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตเข้าถึง 30,000 หมู่บ้านจากทั้งหมด 74,890 หมู่บ้าน และทุกหมู่บ้านจะต้องมีจุดบริการอินเตอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟฟรี)
          นโยบายนี้จะลงมือปฏิบัติจริงในปลายเดือน มี.ค.นี้ และการขยายช่องทางเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศอีก 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็ได้เริ่มเจรจากับต่างประเทศแล้ว จะเห็นผลในปี 2560
          ส่วนการทำหน้าที่เสมือนคนกลาง เพื่อให้ส่วนงานราชการเชื่อมโยงข้อมูลกัน ขณะนี้ก็เริ่มแล้วทั้งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่น การเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองผ่านโทรศัพท์มือถือ การเรียนผ่านระบบออนไลน์ (E-Learning) เพื่อทำให้ทุกคนได้เรียนรู้ตลอดชีพ
          กับกระทรวงสาธารณสุขได้พยายามทำให้ทุกโรงพยาบาลมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเชื่อมโยงกันเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และใช้ประโยชน์ได้ ขณะนี้ได้นำร่องในการบูรณาการข้อมูลทั้งหมดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ในจังหวัดนครนายก และจะขยายผลไปในอีก 4 จังหวัด ร้อยเอ็ด เพชรบูรณ์ ภูเก็ต และกาญจนบุรี
          ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องเร่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หันมาใช้ไอซีทีในการทำมาค้าขายให้มากขึ้น เพราะนอกจากช่วยประหยัดต้นทุนแล้ว ยังช่วยขยายโอกาสในการหาตลาดได้ ภายใต้ยุคปัจจุบันที่การค้าขายออนไลน์ก็ยังมาแรง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และไอซีทีกำลังเจรจากับอาลีบาบา และอีกหลายเว็บไซต์ดัง เพื่อให้มีสินค้าไทยวางจำหน่ายด้วย
          อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์
          กระทรวงพาณิชย์นั้น แม้ผลโพลจะบอกว่า ทั้งนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ มีผลงานไม่น่าประทับใจ แต่ในความเป็นจริง ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ทุกคนทำงานแทบไม่มีวันหยุด แม้กระทั่งวันเสาร์–อาทิตย์ ยังนัดประชุมหารือ
          เพื่อเร่งการทำงานให้ทันกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทุกระดับชั้น ไล่ตั้งแต่เกษตรกร ประชาชนผู้บริโภค ไปจนถึงผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ผู้ส่งออก จึงอาจทำให้ไม่เห็นหน้า รมว. หรือ รมช.พาณิชย์เดินตลาด เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าเหมือนที่ผ่านๆมา
          เพราะได้มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตรวจสอบสถานการณ์แทน
          โดยนางอภิรดีนั้น ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ภารกิจส่วนใหญ่เป็นการเดินสายโรดโชว์ต่างประเทศ ร่วมคณะกับ ดร.สมคิดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และหาลู่ทางการส่งออกสินค้าและบริการไทย รวมถึงการขยายการลงทุนของไทย และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ในหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น รัสเซีย อิหร่าน ศรีลังกา เป็นต้น
          การเดินทางไปในแต่ละครั้งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศได้เป็นอย่างดี และยังช่วยขยายลู่ทางการค้า การลงทุนของไทยได้
          นอกจากนี้ ยังได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจในหลายเวที ทั้งของอาเซียน และอาเซียนกับคู่เจรจา การโรดโชว์อาเซียนในสหรัฐฯ รวมถึงมีส่วนสำคัญในการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าของไทยกับประเทศต่างๆ
          ส่วนภายในประเทศ ได้กำหนดนโยบายให้เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ หารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทำแผนเตรียมการรองรับผลผลิตสินค้าเกษตรต่างๆที่จะออกสู่ตลาดในปีนี้ ทั้งทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ มันสำปะหลัง ฯลฯ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำ และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร
          อีกทั้งยังเป็นผู้ผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จในการแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 ที่มีความพยายามแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และสร้างความเป็นธรรมให้กับภาคธุรกิจทั้งรายเล็ก และรายใหญ่อย่างเท่าเทียมกัน
          สำหรับเรื่องการดูแลค่าครองชีพนั้น ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน ขอความร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้าให้ปรับลดราคาขายลงให้สอดคล้องกับต้นทุนการขนส่งที่ลดลง เพราะราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง จนถึงขณะนี้ได้ปรับลดลงแล้ว 2 ครั้ง คิดเป็นสินค้ากว่าร้อยรายการ
          นอกจากนี้ สามารถบริหารจัดการข้าวในสต๊อกรัฐบาลได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศ สามารถระบายข้าวออกจากสต๊อกแล้วกว่า 5 ล้านตัน ลดภาระค่าจัดเก็บเป็นเงินจำนวนมาก รวมถึงยังทำงานตามที่ ดร.สมคิดมอบหมาย เช่น นั่งเป็นประธานคณะทำงานด้านการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศซึ่งเป็น 1 ใน 12 คณะทำงานภายใต้ประชารัฐ
          ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์
          ส่วน ดร.สุวิทย์ ถือได้ว่าเป็นมือขวาของ ดร.สมคิด เพราะเป็นผู้ร่วมคิด ร่วมกำหนดนโยบายการทำงานต่างๆ ของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ (Start up) ทั้งที่ใช้นวัตกรรมในการทำธุรกิจ และไม่ใช้นวัตกรรม
          การส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) และแฟรนไชส์เกิดความเข้มแข็งและสามารถสยายปีกไปทำธุรกิจในต่างประเทศได้ การสร้างความเข้มแข็งในชุมชนโดยการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การพัฒนาสินค้าโอทอป การสร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยส่งเสริมให้บริษัทเอกชนร่วมพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง และมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ เป็นต้น
          นอกจากนี้ ได้กำหนดนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศใหม่ ที่เน้นการรุกตลาดอาเซียน โดยเฉพาะตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) หรือที่เรียกว่า Broadening ASEAN เพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวดีกว่าตลาดส่งออกหลักของไทย และมองการเจาะตลาดใหม่ๆที่ไม่ใช่ตลาดเมืองหลวงเท่านั้น เขามองถึงการเจาะตลาดเมืองรอง หรือเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพด้วย
          ขณะเดียวกัน เขาเสนอแนวคิดให้มอง CLMV as our home market หรือให้มอง CLMV เป็นตลาดเดียวกับไทย เพื่อให้เกิดการส่งออก การลงทุนในทั้ง 4 ประเทศให้มากขึ้น รวมถึงต้องเจาะตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก แอฟริกา เป็นต้น
          ดร.สุวิทย์ ยังเป็นผู้กำหนดนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ ผลักดันการส่งออกสินค้าบริการให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการค้าสินค้าเพียงอย่างเดียว ให้หันมาค้าสินค้าบริการมากขึ้น เช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจการขนส่งทั้งบก และอากาศ
          พร้อมระบุให้ไทยต้องหันมาส่งออกสินค้าบริการที่ไทยมีศักยภาพมาก แต่ปัจจุบันยังมีการส่งออกน้อยโดยเน้น 6 สาขา เช่น ดิจิตอลคอนเทนต์ สุขภาพและความงาม การศึกษา การขนส่งและโลจิสติกส์ เกษตรแปรรูป เป็นต้น
          นอกเหนือจากนี้ ดร.สุวิทย์ยังทำงานตามที่ ดร.สมคิดมอบหมาย ล่าสุดนั่งเป็นประธานคณะทำงานร่วมภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในกลุ่มครีเอทีฟ, แอนิเมชั่น และภาพยนตร์ เพื่อเร่งดึงนักลงทุนจากต่างประเทศให้มาลงทุนในไทยให้ตรงตามเป้าหมาย และเป็นประธานคณะทำงานด้านการส่งออก Start up และ SME ซึ่งเป็น 1 ใน 12 คณะทำงานภายใต้ประชารัฐ
          เหล่านี้คือผลงานของรัฐมนตรีที่ไม่ควรจะถูกลืม และล้วนแต่เป็นงานปรับโครงสร้างและปฏิรูปประเทศไทยใหม่.
          ทีมเศรษฐกิจ