อี-เพย์เมนต์แห่งชาติ

   รัฐบาลไทยกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชาระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชาระเงินของประเทศ โดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่การโอนเงิน การรับจ่ายเงินระหว่างประชาชน รวมไปถึงการใช้จ่ายของภาคเอกชนและรัฐบาล หรือการใช้ "เงินอิเล็กทรอนิกส์" แทน "เงินสด"
          เปาหมายยุทธศาสตร์ 5 ดาน
          1.การสร้างโครงสร้างระบบชาระเงินแบบ Any ID ซึ่งจะสามารถนำข้อมูลตัวบุคคล (Identification) ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์มือถือ อีเมล หรือหมายเลขบ้าน มาเป็นรหัสผ่านในการชาระเงิน หรือโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยจ่ายจากบัญชีธนาคารที่ผูกไว้ สร้างความสะดวกให้กับประชาชนมากขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้เฉพาะบัญชีธนาคาร ซึ่งคาดว่าจะเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2559
          2.โครงการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด โดยติดตั้งเครื่องรับชาระเงินหรือ Electronic Data Capture : EDC ตามร้านค้าทุกร้านทั่วประเทศ และการรับชาระเงินผ่านบัตรของหน่วยงานราชการ จะทำให้คนหันมาใช้บัตรแทนเงินสดมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพิ่มเครื่อง EDC จาก 1 แสนเครื่อง เป็น 2 ล้านเครื่อง
          3.ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยภาคเอกชนที่ขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็สามารถนำส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรได้โดยไม่ต้องส่งเป็นเอกสารเช่นเดียวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายของภาครัฐ
          4.ระบบ e-Payment ของภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ระบบโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ และบัตรอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเติมเงิน บัตรเครดิต บัตรเดบิต เพื่อติดต่อชาระเงินกับหน่วยงานราชการได้สะดวกและรวดเร็ว
          5.การให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
          ทั้งนี้ การเดินหน้าสู่สังคมเงินอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด จะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เคยต้องเสียไปกับการใช้กระดาษ การใช้เช็ค การบริหารจัดการเงินสด และอื่นๆ  คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท