ปีแห่งความหวัง"เอกชน"ลงทุน แบงก์คว้าดีลธุรกิจรายใหญ่

 จับสัญญาณธุรกิจรายใหญ่ของกลุ่มแบงก์ในปีนี้ ต้องถือว่ากลับมาฟื้นตัว ได้สดใสอีกครั้ง หากดูจากดีลใหญ่ ที่ดังสะท้านโลกที่ออกมาเป็นระลอก ๆ สะท้อนให้เห็นภาพธุรกิจรายใหญ่ที่พร้อมขยายการลงทุน อย่างค่ายมือถือที่เพิ่งได้ไลเซนส์ 4G มาหมาด ๆ และการรุกซื้อกิจการต่าง ๆ เต็มสูบของ "TCC" หรือบริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี"ก็ประกาศซื้อกิจการธุรกิจค้าปลีกอย่างบิ๊กซี มาไว้ในอาณาจักรตัวเอง 
          ปีนี้จึงถือเป็นปีส้มหล่นใส่แบงก์พาณิชย์หลายแห่งที่จะตุนงานไว้ในมือก่อนตั้งแต่ ต้นปี เพราะหมายถึงรายได้ทั้งด้านดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากดีลใหญ่ ๆ เหล่านี้ จะเข้ามาเป็นก้อน ถึงแม้ว่าจะมีบางดีลที่ยุ่งยาก แต่แบงก์ก็สามารถที่จะเนรมิตสูตรทางการเงินแก้โจทย์ เพื่อเข็นธุรกิจของลูกค้าให้เดินไปข้างหน้าได้ แต่ที่แบงก์หนักใจก็คงจะหนีไม่พ้นการประมูลไลเซนส์ 4G ด้วยมูลค่าสูงกว่าหลายหมื่นล้านบาทต่อใบ ของแต่ละค่ายมือถือที่ทุ่มสุดโต่ง แม้บางรายหน้าตักแทบไม่มีเงินให้สู้ แต่ก็ขอเดินหน้าลุยไฟ ดังที่มีกระแสข่าวออกมาถึงกรณีบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ซึ่งประมูลไลเซนส์มาในราคาราว 7.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงการทำแผนธุรกิจเสนอให้กับแบงก์กรุงเทพ เพื่อออกหนังสือค้ำประกันการทำธุรกิจ (แบงก์การันตี) ให้ และการร่วมปล่อยเงินกู้สนับสนุนดีลนี้ด้วย ขณะที่บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซึ่งประมูลได้มา 2 ไลเซนส์ รวมมูลค่า ราว ๆ 1.16 แสนล้านบาท หลังจากที่ตัดสินใจเพิ่มทุน 60,000 ล้านบาท เพื่อทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนดีขึ้น และจะทำให้แบงก์ยอมการันตีให้ เพื่อจะได้เดินหน้าต่อไป ขณะที่ค่ายมือถือเอไอเอส มีค่าไลเซนส์ 4.09 หมื่นล้านบาท แต่ด้วยฐานะทางการเงิน แข็งแกร่ง จึงถือว่าค่อนข้างลอยลำ 
          อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ของทรูได้ไปต่อแล้ว หลังจาก "อาทิตย์ นันทวิทยา"ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ได้ออกมาประกาศว่า ธนาคารมีความพร้อมในการเข้าไปเป็น 1 ใน 5 ธนาคารที่จะร่วมปล่อยกู้ให้กับ "ทรู" แล้ว เพื่อนำเงินไปชำระค่าใบอนุญาต วงเงิน 76,298 ล้านบาท และจะมีอีก 5 ธนาคารเข้าร่วมด้วย คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคิน และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ส่วนรายละเอียดยังไม่ได้แจกแจงออกมา 
          มาอีกบิ๊กดีลของ TCC ที่ส่ง บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เข้ามาซื้อหุ้นใน บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) มูลค่าประมาณ 1.22 แสนล้านบาท ซึ่งคาดกันว่าดีลนี้จะเสร็จราวสิ้นเดือน มี.ค.นี้ โดยแหล่งเงินก็จะมาจากการกู้ยืมแบงก์เช่นกัน ทำให้เป็นอีกดีลที่ทำให้แบงก์ต่าง ๆ จด ๆ จ้อง ๆ ที่จะเข้ามา 
          สัญญาณบิ๊กดีลที่จุดพลุติดตั้งแต่ต้นปี ดูจะเป็นความหวังให้แบงก์อื่น ๆ หันมามองด้วยความหวังที่จะเข้ามามีส่วนร่วมการปล่อยสินเชื่อด้วย อาทิ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นต้น 
          โดย "พรชัย ปัทมินทร" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่ ออกตัวว่า ธนาคารสนใจและอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการปล่อยกู้ให้กับกลุ่ม "TCC" ด้วย ทั้งการซื้อธุรกิจ ขยายงานในประเทศ หรือต่างประเทศ 
          พร้อมกันนี้ได้โชว์ศักยภาพวงเงินการปล่อยกู้ของธนาคารที่จะรองรับได้ว่า ธนาคารสามารถปล่อยได้เต็มที่ตามเกณฑ์ Single Lending Limit ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.กำหนดได้ ไม่เกิน 9,000 ล้านบาท แต่หากรวมจำนวนสินเชื่อจากธนาคารซีไอเอ็มบีทุกประเทศในอาเซียนแล้ว คาดสามารถปล่อยสินเชื่อให้ทั้งกลุ่มได้ราว 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
          ส่วนดีลใหม่ ๆ ของธนาคารก็มีเช่นกัน ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาเป็นดีลจับคู่ธุรกิจ หรือควบรวมกิจการกว่า 10 ดีล มูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งหากได้โอกาสปล่อยสินเชื่อเหล่านี้ จะทำให้ทั้งปีโตกระโดด แน่นอน โดยปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการปล่อยสินเชื่อใหม่ของกลุ่มรายใหญ่ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2558 ที่ทำได้ไม่ถึงหมื่นล้านบาท และหากดูยอดคงค้าง ณ สิ้นปี'58 ที่มีอยู่ราว 50,000 ล้านบาท ในขณะที่ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมของธุรกิจรายใหญ่ คาดว่าปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% จากปีก่อนที่ราว3,500 ล้านบาท ด้าน "ศศิธร พงศธร (ฉัตรศิริวิชัยกุล)" กรรมการ ผู้จัดการ ธนาคารแลนดแอนด์ เฮ้าส์ ก็แสดง ท่าทีสนใจเข้าไป
          ร่วมปล่อยกู้ให้กลุ่ม TCC เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเป็นพันธมิตรที่ดีร่วมกันมาตลอด อย่างไรก็ตาม ธนาคารก็มองเห็นโอกาสของปีนี้ที่เป็นปีแห่งการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้ธุรกิจรายใหญ่มีการเร่งลงทุนตามไปด้วย โดยปีนี้ตั้งเป้าเติบโตด้านสินเชื่อ รายใหญ่ที่ 16-20% จากปีก่อนที่สินเชื่อรายใหญ่เติบโตได้ 10-15% ปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อรายใหญ่กว่า 30% ของสินเชื่อ รวมที่ ณ สิ้นปี'58 อยู่ที่ 1.49 แสนล้านบาท
          ปีนี้จึงเป็นที่น่าติดตามการเคลื่อนไหวของสินเชื่อรายใหญ่ หลังจากที่ผ่านมา การเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่ฝืดตามทิศทางการลงทุนภาคเอกชนที่หดหายไปหลายปี ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปี 2558 ยอดสินเชื่อรายใหญ่คงค้างอยู่ที่ 3.510 ล้านล้านบาท เรียกว่าขยับน้อยมากเพียง 0.1% จากปี 2557 ที่มียอดคงค้าง 3.507 ล้านล้านบาท 
          และนี่คือภาพการเคลื่อนไหวในช่วงต้นปี 2559 ซึ่งมีธุรกิจสื่อสารและค้าปลีก เข้ามาสร้างบรรยากาศลงทุนของภาคเอกชน และคาดหวังว่าจะเป็นแรงส่งไปถึงช่วงที่เหลือ ของปีนี้ที่จะสร้างดีมานด์สินเชื่อ เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานและขยายธุรกิจใน ต่างประเทศ ที่น่าจะตามมาต่อเนื่อง