SAMARTซุ่มดีล5พันล.รับนโยบายe-Payment

ทันหุ้น - จับตา "SAMART" วงในแย้มซุ่มแผนใหญ่ เดินหน้าเจรจาภาครัฐและเอกชน หวังขยายฐานธุรกิจ e-Payment เพื่อให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐลุย National e-Payment คาดเจรจางานมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท มีลุ้นปิดดีลชัดเจนในเร็วๆ นี้
          แหล่งข่าววงการอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART มีแผนที่จะขยายฐานธุรกิจที่เกี่ยวกับ e-Payment เพื่อให้สอดรับกับนโยบายการขับเคลื่อนระบบ National e-Payment ของภาครัฐ โดยขณะนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งต่อไปคาดว่าจะได้เห็นการรุกงานด้าน e-Payment ของ SAMART มากขึ้น ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ว่าผลการเจรจาดังกล่าวจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้ ส่วนมูลค่างานนั้นในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะมากกว่า 5 พันล้านบาท
          เดินเกมบุกดิจิตอล
          โดยก่อนหน้านี้ภาครัฐวางเป้าหมายในการขับเคลื่อนการใช้ระบบ National e-Payment ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ปีครึ่ง ภายใต้แผนงาน 5 เรื่อง ได้แก่ 1. การสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานในการชำระเงินของประเทศ 2. การทำให้การจัดเก็บภาษีของภาครัฐเพิ่มขึ้น และการหลบเลี่ยงภาษีลดน้อยลง 3. การให้สวัสดิการของภาครัฐอย่างตรงเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย 4. การทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ดีขึ้น และ 5. การลดการใช้เงินสดในระบบให้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตธนบัตร
          โดยปฏิบัติงาน 5 แผนงาน คือ 1.โครงการระบบการชำระเงินแบบ Any ID 2. โครงการการขยายการใช้บัตร 3.โครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 4.โครงการ e-Payment ภาครัฐ และ 5.โครงการการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในเบื้องต้นวางแผนเปิดลงทะเบียนประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการได้ภายในไตรมาส 2/2559 ก่อนที่ระบบของสถาบันการเงินในส่วนนี้จะแล้วเสร็จเดือน กันยายนนี้ โดยประเมินงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการเพื่อรองรับระบบ National e-Payment ในส่วนของรัฐบาลทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท ขณะที่การดำเนินงานในส่วนของภาคเอกชนนั้นจะใช้งบประมาณของเอกชน
          ชูธงรายได้ 2.4 หมื่นล้าน
          ก่อนหน้านี้ นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 24,000 ล้านบาท หลังภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนที่จะเป็นตัวแรงหนุนให้บริษัทเติบโต และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อีกด้วย
          โดยคาด SAMTEL จะมีรายได้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท จากรับรู้งานในมือ ราว 4 พันล้านบาท และคาดเข้าร่วมประมูลงาน มูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท คาดได้รับงานราว 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วน SIM ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 7 พันล้านบาท สำหรับธุรกิจ Related Business ตั้งเป้ามีรายได้รวม 2.1 พันล้านบาท เฉพาะธุรกิจระบบรักษาความปลอดภัยของ Vision & Security ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีโครงการที่รอประมูลปีนี้ราว 2 พันล้านบาท
          ขณะที่สายธุรกิจ U-Trans ซึ่งประกอบด้วย CATS, Kampot Power Plant และ Teda บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านระบบและเสาส่งไฟฟ้านั้น บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 5 พันล้านบาท โดยนอกจากรายได้ประจำจาก CATS และ Kampot Power Plant ที่ประเทศกัมพูชาแล้ว กลุ่ม U-trans ยังมีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจพลังงานในปี 2559 รวมมูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะประกาศความชัดเจนได้ในปลายเดือนมีนาคม 2559