ธุรกิจแห่ลงทุนพัฒนาระบบไอซีที"ซิมโฟนี่-ไอเน็ต"เกาะเทรนด์ดิจิทัลโตสวนทางศก.

 2 ผู้ให้บริการโครงข่ายไอซีทีดี๊ด๊าธุรกิจติดลมบนสวนทางเศรษฐกิจจากสารพัดปัจจัยบวก ทั้งนโยบาย "ดิจิทัลอีโคโนมีเปิดเสรีเออีซี" ปลุกองค์กรควักกระเป๋าลงทุนเพิ่ม "ซิมโฟนี่" เผย พร้อมเอี่ยว โปรเจ็กต์ลงทุนอินเทอร์เน็ตเกตเวย์เคเบิลใต้น้ำภาครัฐ ทั้งชี้กระแสบรอดแคสต์ดิจิทัล-4G แรงจัดปลุกผู้ประกอบการปรับตัวยกแผงทั้งช่องทีวีดาวเทียมIPTV เร่งพัฒนาบริการสร้างความ แตกต่างรับมือแข่งดุ ฟาก "ไอเน็ต" ชูโซลูชั่น คลาวด์ครบวงจรตอบโจทย์ลูกค้าดันรายได้ โต 20%
          นายพงษ์เทพ ธนกิจสุนทร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและสารสนเทศ บมจ.ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ตลาดบริการบรอดแคสต์ระบบดิจิทัลและความละเอียดสูง (HD) เติบโตเร็วมาก ทำให้ฐานลูกค้าประเภทองค์กรในกลุ่มธุรกิจบรอดแคสต์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการทีวีดาวเทียม และดิจิทัลทีวี รวมถึงวิทยุผ่านช่องทางดิจิทัลขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจโทรคมนาคมถึง 70% บรอดแคสต์ 10% โครงข่ายระหว่างประเทศ (เกตเวย์) 20% คาดว่ารายได้จากบรอดแคสต์ จะเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มอาเซียนผลักดันให้รายได้จากเกตเวย์ขยับไปที่ 30%
          เนื่องจากช่วง 1-2 ปีมานี้ วงการบรอดแคสต์ ในไทยเติบโตเร็วมาก ความนิยมในการเข้าถึงสื่อในช่องทางดิจิทัลทั้งทีวีและวิทยุ ความนิยมคอนเทนต์คมชัดสูงระดับ 4K ของ ผู้บริโภค ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ประกอบกับดาวเทียมไทยคมดวงใหม่รองรับเทคโนโลยี 4K ได้แล้ว ยิ่งทำให้มีการใช้งานมากขึ้นไปอีก โดยเริ่มมีทีวีดาวเทียมบางช่องเข้ามาหารือเกี่ยวกับการแพร่ภาพแบบ 4K แล้ว เช่น PSI รวมถึงบรรดาผู้ให้บริการทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต (IPTV) สตรีมมิ่งทีวี ซึ่งเริ่มมีการพัฒนากล่องรับสัญญาณให้รองรับ 4K แล้ว
          โดยที่ผ่านมา ตลาดอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์แข่งขันรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการ แต่ละรายต้องเพิ่มความเร็วในการให้บริการที่สูงขึ้น ด้วยการขยายโครงข่ายเคเบิล ใยแก้ว (FTTx) ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ส่งผลให้ IPTV ขยายตัวเร็ว ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการรับชมคอนเทนต์ผ่านสมาร์ทดีไวซ์ จึงเป็นไปได้สูงที่จะได้เห็นคอนเทนต์บน IPTV เป็น 4K TV แพร่หลายก่อนช่องทางอื่น
          "ผู้ให้บริการบรอดแบนด์ทุกรายต้องแข่งกันลากสาย FTTx เพราะผู้บริโภคต้องการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใครลากสายก่อนได้เปรียบ เรียกว่า ณ จุดนี้ ผู้ให้บริการทั้งรายใหม่และรายเก่าต้องนับหนึ่งในการวางโครงข่าย FTTx คล้ายกัน เพียงแต่รายเก่าอาจได้เปรียบด้านฐานลูกค้า แต่รายใหม่ก็แข่งกันสร้างบริการที่มีจุดเด่นที่ แตกต่าง ในส่วนของซิมโฟนี่ไม่ต้องเจอกับภาวะการแข่งขัน เพราะทำตลาด B2B เจาะไปที่โอเปอเรเตอร์ แต่ได้อานิสงส์จากความพยายามในการหาบริการเสริมของพันธมิตรทำให้มีการเช่าเน็ตเวิร์กเพิ่มขึ้น"
          ขณะที่โครงการขยายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อระหว่างประเทศของรัฐบาลที่จะลงทุนราว 5,000 ล้านบาท ไม่กระทบกับการทำธุรกิจของบริษัท เนื่องจากความต้องการใช้งานโครงข่าย ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนยังสูง และเติบโตต่อเนื่อง แต่ศักยภาพของเกตเวย์ทั้งหมดที่มียังไม่เพียงพอ ฉะนั้นการที่รัฐลงทุนเพิ่มมองว่าเป็นประโยชน์ที่จะเข้ามาช่วยเสริมมากกว่า ขณะเดียวกันภาครัฐมีนโยบายที่พร้อมเปิดกว้างให้เอกชนเข้าร่วมโครงการด้วย ซึ่งบริษัทเข้า หารือกับภาครัฐแล้ว และกำลังรอรายละเอียด โครงการทั้งหมด เพื่อพิจารณาว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนใดได้บ้าง
          "การที่ภาครัฐเข้ามาลงทุนเองช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อนได้ และช่วยเพิ่มให้มีเกตเวย์รองรับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้ต้นทุนบริการโดยรวมของอุตสาหกรรมลดลง และการมีนโยบายในการกระตุ้นให้เกิดดิจิทัล อีโคโนมี รวมถึงการผลักดันเมกะโปรเจ็กต์ต่าง ๆ จะทำให้การลงทุนมีความชัดเจน และมีความต้องการใช้งานด้านไอทีเพิ่มขึ้น ฝั่งเอกชนมีปัจจัยด้านการลงทุนรับ เทรนด์ 4G ที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนอีกทาง ด้วยความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องแบบนี้ยิ่งเป็นผลดีกับบริษัท รวมถึงการเปิดเออีซียิ่งช่วยขยายตลาด และเพิ่มดีมานด์ให้มากขึ้น"
          และคาดว่าผลประกอบการของบริษัทใน ปี 2559 นี้จะยังคงเป็นบวกทั้งในแง่ของรายได้ และกำไร เช่นเดียวกับในปี 2558 ที่ผ่านมา ส่วนการลงทุนในปีนี้ที่จะใช้งบประมาณมากที่สุดเป็นโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ Malaysia-Cambodia-Thailand (MCT) ที่เป็นความร่วมมือของ 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย กัมพูชา และไทย ได้แก่ บริษัท Telcotech ผู้ให้บริการโทรคมนาคมในกัมพูชา, Telekom Malaysia Berhad ผู้ให้บริการบรอดแบนด์ในมาเลเซีย ระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร มูลค่าการลงทุนในส่วนของบริษัทราว 700 ล้านบาท ซึ่งทยอย ลงทุนมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 2 ปี 2560
          ด้านนางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (ไอเน็ต) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภาพรวมด้านการลงทุนไอทีของภาคธุรกิจ น่าจะได้ปัจจัยบวกการผลักดันนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีของรัฐบาลที่มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะตลาดคลาวด์เซอร์วิสโซลูชั่นที่น่าจะเติบโตได้อีกมาก
          "นโยบายดิจิทัลอีโคโนมีทำให้ทั้งหน่วยงาน รัฐและเอกชน หันมาใช้เทคโนโลยีไอซีที ในการทำธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาตลาดบริการคลาวด์ในไทยเพิ่งเริ่มต้น มีการใช้งานอยู่น้อย จึงยังมีโอกาสการเติบโตได้อีกมาก แม้จะเป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดเยอะ แต่ก็ยังมีช่องว่างอีกมาก จึงเป็นโอกาสของไอเน็ต ที่จะเข้าไปเจาะตลาดมากขึ้น โดยชูจุดเด่น ด้านบริการที่สร้าง Value ให้ลูกค้าได้คุ้มค่า เพราะเน้นขายเป็นโซลูชั่นครบวงจร ขณะเดียวกันความเป็นบริษัทของคนไทยจึงเข้าไปซัพพอร์ตลูกค้าได้ใกล้ชิดกว่า เพราะการลงระบบต้องใช้เวลา และต้องมีการประสานงานกันตลอดเวลา"
          ปัจจุบันลูกค้าไอเน็ตราว 70% เป็นภาคเอกชน อีก 30% เป็นภาครัฐ และแต่ละปี รายได้ของบริษัทเติบโตมากกว่าตลาดมาตลอด โดยเฉลี่ยราว 20% ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่าเดิม