"สตาร์ตอัพ"มาแรงแย่งคนไอทีธุรกิจหันจ้าง"เวียดนาม-มาเลย์"

เทคสตาร์ตอัพบูม ซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านไอที  คนรุ่นใหม่ หัวกะทิเมินสมัครงานบริษัท-ดันค่าตัวพุ่ง "หมอจิมมี่" เทคสตาร์ตอัพรุ่นบุกเบิก แนะองค์กรปรับรูปแบบธุรกิจให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ "บัซซี่บีส์" ยอมรับต้องไปจ้างโปรแกรมเมอร์ "เวียดนาม-มาเลเซีย"
          นายภาณุทัต เตชะเสน ผู้ก่อตั้งจิมมี่ซอฟต์แวร์ และซีอีโอ Maker Asia เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า อุตสาหกรรมไอซีทีและซอฟต์แวร์มีปัญหาขาดบุคลากรที่มีทักษะตามที่ต้องการมานานแล้ว และยิ่งมีมากขึ้นเมื่อความนิยมในการเป็นสตาร์ตอัพ มาแรง เพราะส่วนใหญ่กลุ่มที่ต้องการเป็นสตาร์ตอัพมักเป็นบุคลากรระดับหัวกะทิ ประกอบกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นพนักงานบริษัท ถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือ ถ้าอยากดึงคนรุ่นใหม่มาทำงานด้วยก็ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจให้ดึงดูดกลุ่มคนเหล่านี้ และสร้างสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้สอดคล้อง
          อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยในส่วนของอุตสาหกรรมไอซีที และซอฟต์แวร์ อาจต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีว่าจะต้องมีกระบวนการอย่างไร เช่น รอความชัดเจนเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน (Workpermit) ของ 15 สาขาอาชีพ หากเอื้อก็เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพได้ เพราะประเทศไทยมีขนาดใหญ่และมีคุณภาพกว่า เป็นทางเปิดไปสู่จีนตอนใต้ เมียนมา และถือว่ามีความได้เปรียบทางโลเกชั่นมากกว่าประเทศสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ
          ด้านนางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (ไอเน็ต) กล่าวว่า ปัญหาขาดแคลนบุคลากรมีมา โดยตลอด และมีแนวโน้มสูงขึ้นจาก แนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นเจ้านายตนเอง ไม่อยากทำงานประจำ และมีความต้องการที่จะเป็นสตาร์ตอัพ และอยากทำงานแบบฟรีแลนซ์ ขณะเดียวกันในอุตสาหกรรมไอซีทีมีการดึงตัวกันค่อนข้าง สูงอยู่แล้ว เนื่องจากมีปัญหาขาดคนที่มีทักษะมากพอ
          "แนวโน้มนี้น่ากังวล ในระยะสั้นที่จะได้เห็น คือ ถ้าสตาร์ตอัพไม่ได้มีโปรโตคอลที่ดีพอจริงก็จะกลายเป็นการทำตามแฟชั่นเท่านั้น ที่สำคัญต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ แต่ในช่วงเวลาที่ลองผิดลองถูก กว่าจะรู้ก็อาจทำให้การพัฒนาทักษะบางอย่างขาดช่วงไป อาจกลับตัวไม่ทัน"
          สำหรับแนวทางแก้ปัญหาของบริษัทที่ผ่านมา นอกจากจะเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการเพื่อเพิ่มแรงจูงใจแล้ว ก็มีการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน และลงทุนพัฒนาทักษะของพนักงานเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ ทั้งยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการจัดกิจกรรมลงไปให้ความรู้เกี่ยวกับองค์กร และการทำงานในอุตสาหกรรมไอทีให้นิสิตนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีต้น ๆ เพื่อให้เห็นภาพความจริงของอุตสาหกรรม
          ขณะที่นางสาวณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด เจ้าของแอปพลิเคชั่น (Buzzebees) และผู้อำนวยการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด บริษัท ไอ คอนเซ็ปส์ จำกัด บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชั่น กล่าวว่า งานด้านไอทีขยายตัวมาก ในแต่ละปีบริษัทจึงตั้งเป้าในการรับพนักงานด้านไอทีเพิ่มขึ้น 10-20 คน จากเดิมที่มีอยู่ 40-50 คน แต่ในช่วง 3-4 ปีแล้ว มีการบรรจุพนักงานใหม่ได้เพียง 2 คนเท่านั้น เนื่องจากหาคนไม่ได้ แม้ว่าจะมีการปรับผลตอบแทนให้สูงกว่าตลาดเพื่อดึงดูดพนักงาน เช่น แบ่งเปอร์เซ็นต์ของผลกำไรให้เพิ่มเติมนอกเหนือจากโบนัสประจำปี เป็นต้น
          "บริษัทหาคนไม่ได้มา 3-4 ปีแล้ว ทั้งที่เราเปิดรับสมัครตลอดเวลา แต่ละครั้งฝ่ายบุคคลคัดผ่านด่านแรกมาได้ 30-40 คน แต่ปรากฏว่าเมื่อมีการทดสอบกลับไม่ผ่านเกณฑ์เลย ปกติไอทีเป็นธุรกิจที่คนแย่งตัวกันเยอะมาก ก่อนจะมีเทรนด์เทคสตาร์ตอัพ บูม คนก็ไม่พออยู่แล้ว ยิ่งสตาร์ตอัพบูมยิ่งไม่พอ เป็นปัญหามานานจนเราต้องมองหาตลาดแรงงานใหม่ เพราะแก้ปัญหาง่ายกว่า ตอนนี้มุ่งไปที่เวียดนามและมาเลเซีย โดยเฉพาะบุคลากรด้านไอทีที่ซีเนียร์หน่อย เริ่มประกาศรับสมัครคนจากเวียดนาม และจะเริ่มขยายไปรับสมัครคนในอาเซียนแล้ว เพราะธุรกิจก็ต้องขยาย"
          นายจำรัส สว่างสมุทร ผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มอุตสาหกรรมไอที สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในแต่ละปีสถาบันการศึกษาผลิตบัณฑิตด้านไอซีทีได้ประมาณ 20,000 กว่าคน แต่ยังคงมีปัญหาขาดแคลนโปรแกรมเมอร์ รวมถึงนักเทคนิคในอุตสาหกรรมไอซีทีและซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง เพราะมีบัณฑิตแค่บางส่วนเท่านั้นที่มีทักษะได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง คือ อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนคน แต่ขาดคนที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ เพราะถ้าบอกว่าอุตสาหกรรมขาดคน บรรดาสถาบันการศึกษาก็จะไปผลิตคนออกมากขึ้นไปอีก ทำให้แก้ปัญหาผิดทาง ส่วนกรณีที่บรรดาเด็กเก่งระดับครีมผันตัวไปสตาร์ตอัพ ตนมองว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะสุดท้ายบรรดาสตาร์ตอัพจะพัฒนานวัตกรรม ทั้งสินค้าและบริการส่งกลับเข้ามาในตลาด และส่งผลต่อตลาดโดยรวมอยู่ดี
          สิ่งสำคัญที่บรรดาองค์กรภาคธุรกิจต้องเร่งปรับเปลี่ยน คือ การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากเดิมที่เคยต้องจ้างพนักงานประจำมาพัฒนาเอง แต่ตอนนี้ต้องปรับให้กลายเป็นการซื้อบริการ ซื้อโซลูชั่น ตัดงานออกมาใช้บริการเอาต์ซอร์ซ หรือเข้ามาร่วมทุนกัน ผนวกให้เป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจโตไปด้วยกัน