"สมาร์ทโฮม"จุดเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเอเชีย

 "สมาร์ทโฮม" นับเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากในปีนี้ แม้ว่าในไทยจะยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมโดยเฉพาะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เป็นส่วนประกอบ มีส่วนทำให้เทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนได้ ในอนาคตอันใกล้
          ผลวิจัยล่าสุด "จีเอฟเค" เผยให้ เห็นว่า อิทธิพลและความน่าดึงดูดใจของเทคโนโลยี "สมาร์ทโฮม" มีระดับที่แตกต่างกันแต่ละประเทศ โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ ในจีน เชื่อว่า สมาร์ทโฮมจะมีอิทธิพลต่อ ชีวิตในอนาคตอันใกล้นี้ คิดเป็นสัดส่วน พอๆ กับการชำระเงินผ่านมือถือ และมากกว่าเทคโนโลยีสวมใส่ (wearable technology)
          ขณะที่ ในญี่ปุ่นมีผู้บริโภคเพียง  1 ใน 5 ที่คิดว่าสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพล ในชีวิต และคิดว่าการชำระเงินผ่านมือถือ จะมีอิทธิพลมากกว่า ส่วนในเกาหลีใต้นั้น
          ผู้บริโภคครึ่งหนึ่งคิดว่าเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต
          ผลลัพธ์ข้างต้น มาจากการสำรวจ ผู้บริโภคใน 7 ประเทศ ด้วยการตั้งคำถามกับผู้บริโภคว่า ในบรรดาเทคโนโลยีสุด ล้ำสมัย 11 เทคโนโลยี มีเทคโนโลยีใดบ้างที่ผู้บริโภคเชื่อว่าจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีให้เลือกตั้งแต่เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เทคโนโลยี  augmented /virtual reality ไปจนถึง อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกตอบกี่เทคโนโลยีก็ได้
          :จีนคลั่งไคล้สมาร์ทโฮม
          ในประเทศจีน ผู้บริโภค 96% ที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า พอเข้าใจคอนเซปต์เทคโนโลยีสมาร์ทโฮม และ 82% ยืนยันว่า  มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเป็นตลาดที่รับรู้ข้อมูล เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมมากที่สุด แห่งหนึ่ง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับ บรรดาผู้ผลิตและผู้ค้า
          ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถาม 75% ในจีน คาดว่า เทคโนโลยีนี้จะเข้ามา มีอิทธิพลต่อชีวิตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมทุกประเทศที่เกินครึ่ง มาเพียงเล็กน้อย เทคโนโลยีสมาร์ทโฮม จึงอยู่ในระดับเดียวกับการชำระเงินผ่าน มือถือที่ 74% ในแง่ของอิทธิพลต่อชีวิต  ทั้งยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าเทคโนโลยี สวมใส่ หรือราว 59% และคลาวด์คอมพิวติ้ง 51% สำหรับอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่ผู้บริโภคชาวจีนให้ความสนใจนั้น ผลสำรวจเผย ให้เห็นว่าอุปกรณ์ทุกประเภทได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทุกประเทศ โดยอุปกรณ์ "รักษาความปลอดภัยและควบคุม" และอุปกรณ์ "ความบันเทิงและการเชื่อมต่อ" ได้รับความสนใจสูงสุด เท่ากัน 63% ตามมาติดๆ ด้วยอุปกรณ์ ตรวจสุขภาพ 62% เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ 61% รวมถึงอุปกรณ์ส่องสว่างและให้พลังงาน 60%
          :ญี่ปุ่นยังตอบรับน้อย
          ขณะที่ ผลสำรวจชี้ญี่ปุ่นเป็นประเทศ ที่ตอบรับเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมน้อยที่สุด  ผู้บริโภคที่พอเข้าใจคอนเซปต์ของสมาร์ทโฮมมีเพียง 53% ส่วนคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้ มีเพียง 30%
          นอกจากนี้ มีผู้บริโภคเพียง 1 ใน 5 หรือ 19% เท่านั้น ที่เชื่อว่าเทคโนโลยี สมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตใน อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่ผู้บริโภค 37%  เชื่อว่าการชำระเงินผ่านมือถือจะเข้ามา มีอิทธิพลต่อชีวิต 22% เชื่อว่าเป็นคลาวด์คอมพิวติ้ง และ 20% เชื่อว่าเป็นเทคโนโลยีสวมใส่ เมื่อมีการสอบถามความสนใจใน อุปกรณ์สมาร์ทโฮมประเภทต่างๆ พบว่า  ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นสนใจอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยและควบคุมมากที่สุด 31% ตามมาด้วยอุปกรณ์ ตรวจสุขภาพ 25% ในขณะที่ อุปกรณ์ส่องสว่างและให้พลังงาน ได้รับคะแนนเท่ากับเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ  24% ทั้งคู่
          :เกาหลีใต้เชื่อมีอิทธิพล
          ส่วนผู้บริโภคเกาหลีใต้ 88% มีความเข้าใจในคอนเซปต์ของสมาร์ทโฮม และ 62% ระบุว่า มีความรู้ระดับหนึ่งเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้
          นอกจากนี้ ผู้บริโภคเกินครึ่ง 56%  เชื่อว่าสมาร์ทโฮมจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิต ซึ่งสูงกว่าเทคโนโลยีการชำระเงินผ่านมือถือ 54% และรถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 50% อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเกาหลีใต้คือเทคโนโลยีการพิมพ์  3 มิติ 62% ส่วนอุปกรณ์สมาร์ทโฮมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเกาหลีใต้คืออุปกรณ์รักษาความปลอดภัยและควบคุม 54% ตามมาด้วยอุปกรณ์ส่องสว่างและให้พลังงาน 44% อุปกรณ์ตรวจสุขภาพ 42% และเครื่อง ใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ 40%
          จากการวิจัยใน 7 ประเทศพบว่า อุปสรรคสำคัญในการนำเทคโนโลยี สมาร์ทโฮมมาใช้ก็คือ "ราคา" โดยผู้ตอบ แบบสำรวจราว 1 ใน 3 พูดถึงประเด็นนี้ ขณะเดียวกัน 1 ใน 4 ก็มีความกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัว เช่น บ้านจะโดนแฮกข้อมูลหรือไม่ ซึ่งประเทศในเอเชียกังวลในเรื่องเหล่านี้เหมือนกันทั้งหมด