จับตาแผนพัฒนา "ดิจิทัลอีโคโนมี" "เอกชน" ย้ำ Action Plan ต้องชัด

เป็นการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกสำหรับ (ร่าง) แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีผู้สนใจในแวดวงไอทีสื่อสารโทรคมนาคมเข้าร่วมฟังการชี้แจงสาระสำคัญ และแสดงความคิดเห็นอย่างคึกคัก
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ระบุว่า ร่างแผนดังกล่าวเป็นกรอบใหญ่ในการพัฒนาประเทศตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะนี้อยู่ใน ขั้นตอนรับฟังความเห็นจากหน่วยงานรัฐและเอกชน คาดว่าใน มี.ค.นี้จะนำร่าง ที่ปรับปรุงแล้วเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และประกาศใช้ได้
          โดยจะเป็นแผนการพัฒนา 5 ปี ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและอุตสาหกรรมในประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเต็มรูปแบบ มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาครบทุกด้าน อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูง มีเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ไม่น้อยกว่า 2 Mbps) ค่าบริการไม่เกินร้อยละ 2 ของรายได้ประชาชาติต่อหัว จากปัจจุบันค่าบริการบรอดแบนด์ของไทย คิดเป็นร้อยละ 5.8 ของรายได้มวลรวมประชาชาติ สูงกว่า มาเลเซีย ที่ค่าบริการอยู่ที่ร้อยละ 2.8 และสิงคโปร์ที่ 0.4 เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ โดยพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศ สร้างศูนย์กลางเชื่อมต่อข้อมูลอาเซียน จัดทำนโยบายการบริหารโครงสร้าง พื้นฐาน ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม
          ด้านการสร้างสังคมคุณภาพ มีเป้าหมายให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งด้านการศึกษาสาธารณสุข และบริการสาธารณะ และประชาชนร้อยละ 75 มีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ มีการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับทุกสาขาอาชีพ
          และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการมีชุดกฎหมาย กฎระเบียบที่ทันสมัย รองรับการพัฒนา มีมาตรฐานข้อมูลที่เป็นสากล รองรับการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ในการทำธุรกรรม ให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมออนไลน์
          และมีเป้าหมาย 10 ปีของ "ดิจิทัลไทยแลนด์" ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีตัวชี้วัด คือ 1.ขีดความสามารถในการแข่งขันใน World Competitiveness Scoreboard อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 15 อันดับแรก 2.อุตสาหกรรมดิจิทัลมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยมีสัดส่วนมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลต่อ GDP เพิ่มเป็นร้อยละ 25
          และการกำหนดให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ และอันดับการพัฒนาประเทศในดัชนี ICT Development (IDI) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาสูงสุด 40 อันดับแรก
          ขณะที่นายศักดิ์ณรงค์ แสงสง่าพงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ร่างแผนฉบับนี้เป็นแผนพัฒนาที่ดีที่สุดในการกำหนดตัวชี้วัดต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญคือจะทำได้ตามแผนหรือไม่ เพราะ ปัจจุบันทุกอุตสาหกรรมต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและไอซีทีเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับการแข่งขัน แต่ที่ผ่านมาไทยเสียโอกาสไปเยอะมาก
          "การกำหนด Action Plan ต้องชัดมากว่าใครจะทำอะไรเมื่อใด ต้องเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ระบบบริการภาครัฐไปจนถึงการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ บางเรื่องจะทำได้ต้องวางมาตรฐานกลาง รวมถึงมีการประเมินผลการดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว รอประเมินปีละครั้งไม่ได้"
          นายประสงค์ เรืองศิริกูลชัย อุปนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ดีมากที่มีการตั้งค่าตัวชี้วัดอย่างชัดเจนทั้งเป้าหมาย 5 ปีและ 10 ปี เพราะเดิมมักบอกเป้าหมาย กว้าง ๆ ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นส่วนสำคัญมากที่จะรองรับให้ธุรกิจอื่นเกิดได้รวดเร็ว แต่องค์กรที่จะขับเคลื่อนแผนต้องชัดเจน อย่างในมาเลเซียใช้องค์กรรัฐผลักดันดิจิทัลอีโคโนมี มากว่า 20 ปี
          "ถ้าจะให้ทัน ไทยต้องตั้งองค์กรที่ เป็นรัฐบาลและเอกชนเข้ามาช่วยกันผลักดันเพื่อให้ทันและชนะประเทศอื่นใน อาเซียนได้"
          นายธีรรัตน์ ปัณฑรสูตร กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีหลายประเด็นที่ไม่ได้กำหนดรายละเอียดแผนงานที่ ชัดเจนต่างจากร่างฉบับก่อนนี้ โดยเฉพาะ เป้าหมายการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน
          "ร่างฉบับเดิมระบุถึงการสนับสนุนการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ให้ได้มาตรฐานสากล รวมถึงมีสิทธิพิเศษในการลงทุนเพื่อดึงดูดคอนเทนต์โพรไวเดอร์ และการสร้างโครงข่ายเชื่อมต่อกับอาเซียน แต่แผนใหม่ระบุแผนงานในข้อย่อยที่กว้างมาก คือจัดพื้นที่อำนวยความสะดวกด้านโทรคมนาคมและสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน ซึ่งในมุมเอกชนเห็นว่า ยังไม่ชัดเจนพอที่จะดึงดูดลงทุนคอนเทนต์โพรไวเดอร์ ตอนนี้ เกือบทั้งหมดไปลงทุนที่ไซเบอร์จายากันหมดแล้ว"
          สิ่งที่ต้องทำคือ 1.สร้างแรงจูงใจ ซึ่งเมื่อเทียบไทยกับมาเลเซียแล้ว ไทยเหนือกว่า ยิ่งมีศักยภาพจะเชื่อมไปเมียนมาได้ด้วย รวมกันมีประชากร 100 กว่าล้านคน 2.สร้างคอนเน็กทิวิตี้ สร้างเกตเวย์เคเบิลใต้น้ำให้เอกชนมีทางเลือกเพื่อการบริหารจัดการต้นทุน 3.กฎระเบียบที่มีความชัดเจนแน่นอน เพราะต่างชาติไม่ได้รังเกียจการควบคุม แต่ทุกอย่างต้องชัดเจน และแน่นอน
          "ถ้านโยบายเปลี่ยนก็ต้องแจ้งให้ชัดเจน เอกชนจะได้เดินตามถูก การสนับสนุนจากภาครัฐตอนนี้ นอกจากใบอนุญาตจาก กสทช. ก็ไม่มีอย่างอื่น สิ่งที่เอกชนอยากรู้คือ ความชัดเจน"