"ราคูเท็น"ทิ้งตลาดดอทคอม"ภาวุธ"ลั่นเดินหน้าธุรกิจต่อ

ช็อก! วงการอี-คอมเมิร์ซไทย "ราคูเท็น" ขายทิ้ง "ตลาดดอทคอม" พร้อม โละทิ้งมาร์เก็ตเพลสใน "อินโดฯ สิงคโปร์ มาเลเซีย" ด้าน "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" ลั่นพร้อมเดินหน้าธุรกิจต่อ ยันไม่กระทบร้านค้า-ลูกค้า เล็งปรับธุรกิจใหม่รับการแข่งขันรุนแรง เชื่อมั่นดีกว่าเดิม มีความคล่องตัวในการพัฒนาบริการใหม่สู่ตลาดมากขึ้น
          นายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ของไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ราคูเท็น ผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น อยู่ระหว่างการเจรจาขายหุ้นในบริษัท ราคูเท็น ตลาดดอตคอม จำกัด ออกให้กับผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซรายหนึ่งอยู่ ตามแผนการถอนการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยปิดมาร์เก็ตเพลสในสิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และขายหุ้นในบริษัท ราคูเท็น ตลาดดอทคอม จำกัด ที่เข้ามาลงทุนถือหุ้นมูลค่า 3.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2552 เพื่อกลับไปให้ความสำคัญกับการทำตลาดในญี่ปุ่นและไต้หวันที่มีการเติบโตสูง
          อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการเจรจา รวมถึงสัดส่วนหุ้นได้ แต่คาดว่ากระบวนการซื้อขายจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ โดยระหว่างนี้จะกลับมาใช้ชื่อ "ตลาดดอทคอม" ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งตนและทีมงานยังคงทำหน้าที่ในการบริหารงานและดูแลลูกค้า ทั้งร้านค้า และลูกค้าทั่วไป เช่นเดิมทุกประการ
          นายภาวุธ กล่าวต่อไปอีกว่า การเข้ามาของลาซาด้า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างรวดเร็ว แต่ราคูเท็นยังเชื่อมั่นในโมเดลธุรกิจของตัวเองที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น และเป็นแพลตฟอร์มโกลบัลอยู่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะช่วยให้ตลาดดอทคอม มีความแข็งแกร่งและดีขึ้นกว่าเดิม โดยตลาดดอทคอมจะมีการปรับธุรกิจและกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อรับมือกับการแข่งขันในธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ซในไทย
          "ขณะนี้มองเห็นโอกาสการเติบโตธุรกิจ และการพัฒนาเซอร์วิสใหม่ๆ ที่เดิมในอดีตไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะติดความเป็นโกลบัลแพลตฟอร์ม อาทิ การพัฒนาเว็บไซต์ให้รองรับทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ซึ่งต่อไปก็สามารถทำได้เต็มที่ และเชื่อมั่นว่าจะดีขึ้นกว่าเดิม
          อนึ่ง ราคูเท็นได้เข้าปิดดีลซื้อขายหุ้นกับ ตลาดดอทคอม เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 โดยการซื้อ-ขายครั้งนี้ ราคูเท็น จัดตั้งบริษัท ราคูเท็น ไทยแลนด์ จำกัด ได้เข้ามาถือหุ้นตลาดดอทคอม สัดส่วน 67% ส่วน นายภาวุธ พงษ์วิทยาภาณุ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม ถือหุ้นในสัดส่วนหุ้น 33%
          ด้านนายทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปสำหรับอี-คอมเมิร์ซ กล่าวว่าการประกาศขายตลาดดอทคอม ของราคูเท็น ในครั้งนี้เป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงทางธุรกิจ โดยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซจากทั้งในและต่างประเทศ แห่เข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากตลาดมีการเติบโตสูง ขณะที่ปีที่ผ่านมากลุ่มค้าปลีกดั้งเดิม ก็หันมารุกตลาด ขยายช่องทางอี-คอมเมิร์ซ มากขึ้น โดยเกมการแข่งขันของผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ นั้นไม่ได้มุ่งการสร้างรายได้จากการขายของ แต่ใช้งบประมาณทำการตลาด จัดกิจกรรมลดแลกแจกแถมเพื่อซื้อลูกค้า เพื่อสร้างฐานลูกค้าขึ้นมาและหวังรายได้ในอนาคต
          นอกจากนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคยังมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีช่องทางในการขายสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยจากเดิมมีแค่มาร์เก็ตเพลส แต่ขณะนี้สามารถขายสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งไลน์ อินสตาแกรม และเฟชบุ๊ก รวมถึงช่องทางการซื้อขายผ่านแอพพลิเคชันช็อปปิ้งสินค้า ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในยุคการมาของบริการ 4G ของไทย เนื่องจากเป็นช่องทางที่ช่วยสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค
          ส่วนนายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท ไพร้ส์ซ่า จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาสินค้า ภายใต้ชื่อไพร้ส์ซ่าดอทคอม (www.priceza.com) กล่าวว่า ปรากฏการณ์การขายหุ้นในตลาดดอทคอม ของกลุ่มราคูเท็นนั้น เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนทิศทางของกลุ่มราคูเท็นเอง ที่ต้องการหันกลับไปโฟกัสที่ธุรกิจหลักในญี่ปุ่น และไต้หวัน ส่วนธุรกิจมาร์เก็ตเพลสในภูมิภาคอาเซียนไม่ใช่ธุรกิจหลัก ดังนั้นจึงสามารถตัดทิ้งได้โดยไม่กระทบกับธุรกิจโดยรวมของกลุ่มราคูเท็น
          "กรณีราคูเท็นนั้นเขาเข้ามาถือหุ้นเกินครึ่งในตลาดดอทคอม ดังนั้นไดเร็กชันธุรกิจทั้งหมดมาจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่น ซึ่งต้องการปิดให้บริการมาร์เก็ตเพลส ในอินโดฯ สิงคโปร์ และมาเลเซีย รวมถึงขายหุ้นในตลาดดอทคอม และหันมุ่งให้บริการโมบายมาร์เก็ตเพลสที่เรียก ราคูมะมากขึ้น ไม่ได้มาจากสาเหตุตลาดอีคอมเมิร์ซมีการชะลอตัว"
          ทั้งนี้มองว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคอาเซียนยังเติบโตอยู่ วันนี้ยังเห็นการลงทุนของผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่อยู่ เช่นเดียวกับในไทย ที่ตลาดยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมหาศาล ซึ่งจะเห็นได้จากการที่นายภาวุธ พงษ์วิทยาภาณุ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม ยังประกาศเดินหน้าธุรกิจต่อไป และมีผู้ที่สนใจเข้ามาซื้อหุ้นจากกลุ่มราคูเท็น"
          สำหรับความเคลื่อนไหวของวงการอี-คอมเมิร์ซไทยล่าสุดนั้น WearYouWant (แวร์ยูว้อนท์) ร้านค้าสินค้าแฟชั่นและความงามออนไลน์ในไทย ประสบความสำเร็จในการระดมทุนระดับ Series B จากบริษัท เซบรินา โฮลด์ดิ้งส์ สิงคโปร์ ผู้ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเน้นที่ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเอเชีย และตะวันออกกลางเป็นหลัก แต่ไม่มีการเปิดเผยจำนวน
          โดยนายจูเลียง ชาล์ท หนึ่งในผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แวร์ ยู วอนท์ กรุ๊ป จำกัด WearYouWant (แวร์ยูว้อนท์) ร้านค้าสินค้าแฟชั่นและความงามออนไลน์ในไทย เปิดเผยว่า "เงินทุนจากเซบรินา โฮลด์ดิ้งส์ เป็นเครื่องยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของบริษัท ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่มีแนวโน้มในการเติบโตที่ดี และการได้รับทุนภายหลังจากความสำเร็จของบริษัท ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เราจะยังคงพยายามอย่างต่อเนื่องในการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดแนวตั้งและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ชุมชนคนรักแฟชั่นในตลาด ตลอดจนแนวโน้มในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค รวมทั้งการพัฒนาแวร์ ยู วอนท์ แอพพลิเคชันในภาษาท้องถิ่น
          สำหรับข้อมูลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยปี 2558 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ) หรือ เอ็ตด้า (ETDA) ระบุว่ามูลค่าอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย ปี2558 เติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่ามีมูลค่าทั้งสิ้น 2,107,692.88 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าขายจากผู้ประกอบการบีทูบี มูลค่า 1,230,160.23 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 58.32%, มูลค่าขายจากผู้ประกอบการบีทูซี มูลค่า 474,648.91 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22.57% และมูลค่าขายจากผู้ประกอบการบีทูจี มูลค่า 402,883.74 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19.11%