"ไลน์"สยายปีกธุรกิจครบวงจรเชื่อมโลก "ออนไลน์-ออฟไลน์"

เจ้าของแพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น "แชต" ชื่อดัง "ไลน์" (LINE) เพิ่งฉลองรายได้ทั่วโลกทะลุพันล้านเหรียญสหรัฐไปเมื่อสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา โต 40% จากปี 2557 สำหรับในไทยไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขรายได้เช่นเคย นอกจากโชว์ยอดผู้ใช้ 33 ล้านราย ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น พร้อมนำผลการจัดอันดับแบรนด์ที่ดีที่สุดโดย YouGov Brand Index ประปี 2015 มาโชว์ด้วยว่า "ไลน์" อยู่ในอันดับ 2 จาก 250 แบรนด์ ทั้งที่เพิ่งเปิดออฟฟิศในไทยไม่ถึง 2 ปี (เฟซบุ๊ก อันดับ 1, อันดับ 3 ยูทูบ, 4 กูเกิล และ 5 ไอโฟนของแอปเปิล)
          แม่ทัพคนใหม่อายุงาน 4 เดือน "อริยะ พนมยงค์" กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย ประกาศว่า ปี 2559 นี้จะทำให้ "ไลน์" เป็นมากกว่า แอปพลิเคชั่น "แชต" เพื่อช่วยให้ทั้งผู้บริโภค และธุรกิจมีชีวิตที่ง่าย และสะดวกสบายขึ้น โดยจะมุ่งไปที่การแก้ปัญหา 3 เรื่อง
          เรื่องแรกมาจากการที่ปัจจุบันมีแอป พลิเคชั่นมากเกินไป (กูเกิลเพลย์ 1.6 ล้านแอป, แอปสโตร์ 1.5 ล้านแอป) แต่คนส่วนใหญ่ดาวน์โหลดเฉลี่ย 39 แอป แต่ใช้ไม่เกิน 17 แอป จึงจะเป็นผู้รวบรวมบริการที่ผู้บริโภคจะใช้ทุกวันมาอยู่ในที่เดียวใน 3 รูปแบบ คือ 1.บริการที่มีอยู่แล้ว เช่น ไลน์มิวสิก, ไลน์ทีวี, ไลน์กิฟต์ช็อป เป็นต้น 2.พัฒนาบริการใหม่ด้วยทีมงานคนไทย และ 3.ร่วมกับสตาร์ตอัพนำบริการที่มีมาเชื่อมต่อกับไลน์เพื่อให้ผู้บริโภคใช้
          ถัดมาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อบริษัทต่าง ๆ ต้องการเข้าสู่โลกดิจิทัลแต่ต้องเจอกับบริการต่าง ๆ และโซลูชั่นมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก ไลน์จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างธุรกิจกับลูกค้าด้วยการพัฒนาบริการใหม่ ๆ ให้ใช้งานได้บนแพลตฟอร์มไลน์
          "ในไต้หวัน มีแบงก์แห่งหนึ่งเป็นออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์กับไลน์อยู่แล้ว เราก็พัฒนาบริการขึ้นมาใหม่แล้วฝังไปบนออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์นั้น ทำให้ลูกค้าแบงก์ทำธุรกรรมการเงินผ่านบัญชีออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์ได้เลย ทุกแบรนด์สินค้าอยากขายของอยู่แล้ว เราก็ทำให้ขายผ่านไลน์ได้ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นที่เดียวในระบบนิเวศของไลน์"
          ปัญหาสุดท้ายที่จะแก้คือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์ โดยใน 2.8 ล้านรายที่มีอยู่ในเมืองไทยมีเพียง 5 แสนรายเท่านั้นที่มีช่องทางออนไลน์ แต่ส่วนใหญ่ไม่แอ็กทีฟ
          "ดิจิทัลยากไปสำหรับเอสเอ็มอี เราจึงจะเข้าไปช่วยทำอย่างไรให้ง่ายที่สุดสำหรับเขา เอสเอ็มอีในไทยที่มีอยู่ 2.8 ล้านราย อยู่ใน 33 ล้านคนที่ใช้ไลน์อยู่แล้วจึงคุ้นเคยกับบริการของเราเป็นอย่างดี เราจะเข้าไปช่วยเขาบริหารธุรกิจ บริหารลูกค้าบนต้นทุนที่รับได้ เช่นที่มีบริการไลน์แอด (LINE@) เป็นต้น"
          "อริยะ" ย้ำว่านอกจากผู้บริโภคทั่วไปไม่จำเป็นต้องโหลดแอปพลิเคชั่นอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะอีก เพราะมีอยู่ที่เดียวที่ "ไลน์" กับลูกค้าฝั่งธุรกิจก็ด้วย ไลน์จะผันตนเองเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ได้หมดตั้งแต่การสร้างแบรนด์, การติดต่อพูดคุย กับลูกค้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง, นำบริการ ที่มีประโยชน์มาฝังในไลน์, รักษาฐานลูกค้า และขายของได้ด้วย
          ธุรกิจของไลน์แบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจเกม (ไลน์เกม) 2.ธุรกิจคอนเทนต์ เช่น ไลน์ทีวี, ไลน์มิวสิก, ไลน์สติ๊กเกอร์ 3.ธุรกิจองค์กร เช่น ไลน์ออฟฟิเชียล แอ็กเคานต์ (LINE Official Account) และไลน์แอด (LINE@) 4.ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เช่น ไลน์ กิฟต์ช็อป
          และ 5.ธุรกิจเพย์เมนต์ ได้แก่ ไลน์เพย์ (LINE Pay) โดยแต่ละบริการมีคนใช้งานไม่น้อย ซึ่งไลน์ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มจำนวน ผู้ใช้บริการให้เทียบเท่ากับบริการแชต แม้จะไม่ง่ายนัก
          แม่ทัพ "ไลน์" ประเทศไทยยังพูดถึงความเคลื่อนไหวในโลกดิจิทัลที่น่าจับตามองในบ้านเราในปีนี้ว่ามี 4 เรื่อง ได้แก่ 1. Mobile First  คนใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเติบโตอย่างรวดเร็วปัจจุบันมีถึง 40 ล้านราย และคาดว่าในปีนี้จะไปถึง 50 ล้านราย โดยมีบริการ 4G เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้คนไทยใช้เวลากับสมาร์ทโฟนถึง 5.7 ชั่วโมง/วัน และใช้เวลาในการแชตผ่านไลน์นานถึง 83.7 นาที/วัน
          เทรนด์ที่ 2 "สมาร์ทโฟน" กลายมาเป็น "จอหลัก" ในการรับชมคอนเทนต์ทีวี และวิดีโอต่าง ๆ
          "มากกว่า 80% ของคอนเทนต์ที่คนดูในโลกออนไลน์เป็นเนื้อหารายการที่มาจากรายการทีวีปกติแต่แทนที่จะดูจากจอใหญ่กลับดูผ่านสมาร์ทโฟน"
          แนวโน้มที่ 3 อีคอมเมิร์ซ โดยผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำมีแนวโน้มมายังเอ็มคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซ หากพิจารณาจากปริมาณทราฟฟิกอีคอมเมิร์ซปีที่ผ่านมา มาจากมือถือถึง 60% จึงค่อนข้างชัดเจนว่า มือถือคืออนาคตของอินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซ ทั้งคาดการณ์ว่าบริการโมบายแบงกิ้งมีโอกาสเติบโตถึง 33% ในปีนี้ จำนวนบัญชีโมบายแบงก์กิ้งจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจาก 9 ล้านบัญชี เป็น 12 ล้านบัญชี
          "คนไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินซื้อของออนไลน์เพียงแต่บริการที่มี เช่น การจ่ายผ่านเครดิตการ์ดยังไม่ตอบโจทย์ ทำให้กว่า 50% ของการช็อปปิ้งออนไลน์เลือกจ่ายเงินปลายทาง คนที่มีปัญหาคือผู้ให้บริการที่ไม่ต้องการบริหารเงินสด เราเองเพิ่งเปิดบริการอีวอลเลตผ่านบริการไลน์เพย์เมื่อปีที่แล้ว เริ่มจากให้ผูกบัญชีกับบัตรเครดิตก่อนขยายมายังบัญชีธนาคาร ในอนาคตไม่ได้มีแค่นี้ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1.5 ล้านราย
          เทรนด์สุดท้ายจะเห็นมากขึ้นในปีนี้ คือการขยายโอกาสทางธุรกิจจากออนไลน์สู่ออฟไลน์ เช่น ที่อินโดนีเซีย ร่วมกับ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น "โก-แจ็ก" นำแอป ดังกล่าว ซึ่งเป็นบริการเรียกรถมอเตอร์ไซค์ ไปฝังอยู่ในบริการ "ไลน์" ลูกค้าไม่ต้องดาวน์โหลดแอป "โก-แจ็ก" ก็ใช้บริการได้ ซึ่งการพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่ "ไลน์" ประเทศไทยตั้งเป้าไว้เช่นกันว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ และจะทยอยออกมาต่อเนื่อง
          "ผมตั้งใจว่าจะผลักดันให้มีบริการใหม่ ที่พัฒนาโดยทีมคนไทยออกมาเพื่อให้บริการในบ้านเรา และนำไปให้บริการในประเทศอื่นด้วย ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญกับไลน์ นอกจากการมีจำนวน ผู้ใช้บริการมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่นแล้ว พฤติกรรมของคนใช้ไลน์ในไทยเทียบกับประเทศอื่นแล้วยังชัดเจนด้วยว่า คนไทยใช้มากกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้รับข้อความ มากกว่าประเทศอื่น 52%, รูปมากกว่าประเทศอื่น 114%, ดูวิดีโอมากกว่าประเทศอื่น 85% และใช้สติ๊กเกอร์มากกว่าประเทศอื่น 52% คือใช้งานหนักมาก"
          ทั้งหมดข้างต้นช่วยขยายเป้าหมายธุรกิจของ "ไลน์" ในปีนี้ให้เห็นแจ่มชัดยิ่งขึ้น ด้วยว่าทำไมถึงต้องการเป็นมากกว่า แอปพลิเคชั่น "แชต"