Digital Economyกำลังจะเข้าครม.แล้ว

ดร.อธิป อัศวานันท์
          atip@alumni.uchicago.edu, http://drjoke.com
          ได้มีโอกาสไปร่วมเป็น Panelist  ในงานประชาพิจารณ์ แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมี ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (กระทรวงไอซีที) และนางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงเป็นประธานในงาน เป็นโค้งสุดท้ายก่อนที่นโยบาย Digital Economy  ที่ได้ถูกดำเนินการ ออกแบบและวางแผนมาอย่างเป็นมาราธอน ถึงแม้ในระยะหลังจะไม่ได้เป็นข่าวคราวอย่างอึกทึกคึกโครม จะถึงเวลา ได้เกิดผลลัพธ์ในเชิงปฏิบัติการอย่าง แท้จริง และส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ให้ทัดเทียมเพื่อนบ้านในโลกดิจิทัล หลังจากประเทศไทยได้หลับใหลและเสียโอกาสมานานนับทศวรรษ
          ที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน คือการที่ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท ให้กับกระทรวง ไอซีที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณในหลักพันล้านต้นๆ เท่านั้น  จึงไม่เป็นเพียงแค่การยกระดับของกระทรวงไอซีที แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า ประเทศนี้จะเริ่มจริงจังกับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการต่อยอด สู่เศรษฐกิจและสังคม ที่น่าทึ่งและแตกต่างจากงานประชาพิจารณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงหรือหน่วยงานอิสระ เช่น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) คือการที่ทุกฝ่ายได้ออกเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า  "คอยไม่ได้แล้ว" ประเทศชาติมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อย่างเร่งด่วน เพราะเราล้าหลังเพื่อนบ้านมาหลายปีแล้วและนี่คือแผนพัฒนาดิจิทัลที่ดีที่สุด  ที่ประเทศนี้เคยมีมา อย่างไรก็ดีในขณะที่หลายฝ่ายมีความคาดหวังมาก หลายฝ่ายย่อมมีข้อซักถาม เพราะ Digital Economy ของไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยที่เป็นการขับเคลื่อนประเทศทางดิจิทัลจากภาครัฐเป็นครั้งแรก หลังจากไม่ได้มีพัฒนาการมาหลายปีแล้ว
          งบประมาณรัฐกว่า 20,000 ล้านบาทอาจดูเหมือนมาก แต่เป็นจำนวนเงินที่น้อยหากเปรียบกับการลงทุนในโครงข่ายโทรคมนาคมของผู้ประกอบการเอกชนเพียงรายเดียวและคงไม่ต้องพูดถึงมูลค่าจากการประมูล 4G เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และย่อมไม่ต้องพูดถึงงบประมาณภาครัฐของเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ได้ลงทุนใน Digital Economy ของประเทศตนมาเป็นทศวรรษแล้ว จึงเป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลของไทยไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้มากกว่านี้ เพื่อพัฒนา Digital Economy ให้เท่าทันประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถึงกระนั้นความสำเร็จย่อมบังเกิดได้ หากเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนซึ่งงบประมาณ 20,000 ล้านบาทจากภาครัฐ ย่อมสามารถที่จะถูกสมทบจากภาคเอกชน จนมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ด้วยจัดสรรบทบาทระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพและด้วย รูปแบบของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น  Consortium, JV  หรือกระทั่ง  Infrastructure Fund  ในขณะที่ภาครัฐยังคงสามารถเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นอกจากนี้การขับเคลื่อนด้วยนโยบายประชารัฐ จึงเกิดความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐและเอกชนอย่างที่ไม่เคยมีไม่ก่อน และบางปัญหาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม จากยุคก่อนหน้านี้ เกิดจากการไม่พูดคุยกัน เช่นกรณีของ International Gateway และท่อร้อยสายไฟเบอร์ใต้ดิน ที่เอกชนต้องมาร่วมพลังลงขันกันเอง อย่างที่ไม่ ต้องง้อภาครัฐ เพราะบริการของรัฐวิสาหกิจ  ไม่ตอบสนองความต้องการ จนกลายเป็น การแข่งขันระหว่างภาครัฐและเอกชน แต่ปัญหาดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นอดีตไปแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับในรัฐบาลปัจจุบัน ได้แสดงความจริงใจที่จะมาทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ดังเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต
          ล่าสุดมีข่าวคราวของ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เข้าพบ Mark Zuckerberg  ผู้ก่อตั้ง Facebook ไม่เพียงเท่านี้ ได้มีข่าวมาตลอดของผู้นำของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ที่เดินทางไปพบธุรกิจชั้นนำแห่งโลกดิจิทัล ในโอกาสที่ปีนี้ประเทศไทยอาจมีโอกาสเป็นเจ้าภาพ ITU World Telecom 2016 หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงกับ Digital Economy ยังต้องการเห็นผู้นำของรัฐบาลไทย รวมทั้ง ครม. ได้เข้าพบและแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้นำจากภาคเอกชนระดับโลกในยุคดิจิทัล เช่น Google, Apple, Facebook,  Amazon หรือกระทั่งยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน  อย่างน้อยให้พวกเขาได้รู้ว่าประเทศของเราเริ่มจะมีตัวตนในโลกดิจิทัลแล้วนะ
          Digital Economy กำลังจะเข้า ครม.แล้ว จึงเป็นข่าวที่ดีมากสำหรับประเทศไทย เพียงแต่เสียดายที่งบประมาณอาจจะน้อยไปนิดนึง แต่ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน อันเป็นลักษณะพิเศษของรัฐบาลปัจจุบัน