สัมภาษณ์พิเศษ: "ถูก-ปลอดภัย"เป้าผลักดัน.. อีเพย์เม้นท์

การผลักดันแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment  Master Plan ถือเป็นหนึ่งใน"แผนงานหลัก"ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อลดพึ่งพาการใช้เงินสด ช่วยประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ  โดยรัฐบาลคำนวณออกมาว่า  ในแต่ละปี ภาคธุรกิจและธนาคารพาณิชย์  จะประหยัดต้นทุนต่างๆ รวมกันได้ถึง  7.5 หมื่นล้านบาท แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว "ภาครัฐ" กำหนด "เป้าหมาย"  ไว้ว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกลางปี 2561 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือเป็นหนึ่ง ใน "หน่วยงานหลัก" ที่มีส่วนร่วมในการ "ขับเคลื่อน" เรื่องนี้อย่างเต็มที่"ทองอุไร ลิ้มปิติ" รองผู้ว่าการ  ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. บอกกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ธปท. มีบทบาท สำคัญ 2 ด้านหลัก ในโครงการ National  e-Payment ด้านแรก คือ การเข้าร่วมเป็นทีมเลขานุการของคณะทำงาน National e-Payment เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ส่วนด้านสอง คือ การผลักดันงานตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว
          ยุทธศาสตร์ของอีเพย์เม้นท์มี 5 โครงการ ธปท.รับมาดูแล 2 เรื่องคือ โครงการที่ 1 ระบบชำระเงินแบบ Any ID ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินกลางของประเทศให้สามารถรองรับการโอนเงินระหว่างธนาคารโดยใช้หมายเลขโทรศัพท์หรือ บัตรประชาชน เลขที่บัญชีหมายเลขกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และโครงการที่ 2 การขยายการใช้บัตร ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินที่สำคัญ และการเพิ่มบริการ e-Payment ทั้งใน รูปแบบ non-card และ card โดย ธปท. ต้องกำกับดูแลให้ระบบและบริการชำระเงินมีประสิทธิภาพ มั่นคงปลอดภัย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
          กล่าวคือ โครงการที่ 1 เรื่อง Any ID ธปท. จะมุ่งเน้นการออกแนวนโยบายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น กำหนดนโยบายเรื่องการเชื่อมโยงกันได้ (Interoperability) ของผู้ให้บริการระบบ switching  รายต่างๆ และการกำกับนโยบายสำหรับระบบลงทะเบียนกลาง เป็นต้น
          นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐาน Any ID รวมถึงธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ และมีการป้องกันความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่สำคัญ
          ส่วนโครงการที่ 2 การขยายการใช้บัตร ธปท.มุ่งเน้นการออกหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการออกบัตรเดบิตภายในประเทศ และส่งเสริมการใช้บัตรอย่าง แพร่หลาย รวมทั้งผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการชำระเงินผ่านบัตร และส่งเสริมการกระจายจุดรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ทั่วถึง รวมถึงผลักดันการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง  เช่น มาตรฐานชิพการ์ดที่มีความปลอดภัย
          ทองอุไร บอกด้วยว่า สิ่งเหล่านี้หากทำได้สำเร็จ จะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะจะช่วยประหยัดทั้งเวลา และต้นทุน ซึ่งหน่วยงานที่จะมีบทบาท ต่อเศรษฐกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ภาคหลัก คือ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคธนาคาร
          อย่างไรก็ตาม การจะดึงให้คน หันมาใช้บริการผ่านระบบอีเพย์เม้นท์ได้ "ทองอุไร" บอกว่า ต้องทำให้บริการ เหล่านี้มีราคาที่ "ถูก" และ "ปลอดภัย"ดังนั้นสิ่งที่ ธปท. จะดำเนินการ คือ ดูแลเรื่องค่าธรรมเนียม เพื่อจูงใจให้คนหันมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ขณะเดียวกัน จะเน้นเรื่องของความปลอดภัยในการ ใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
          "เรื่องค่าธรรมเนียมถือเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาระบบชำระเงินฉบับที่ 4 แต่เราก็เริ่มเดินตั้งแต่วันนี้แล้ว เพราะอีเพย์เม้นท์จะเกิดได้ ราคาต้องไม่บิดเบือน คือ ต้องถูก ดี  และปลอดภัย ถ้าราคาแพงกว่าส่วนอื่น  ก็อาจไม่จูงใจ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเรื่องตลกที่การใช้เงินสด ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าแต่แบงก์กลับ ไม่เก็บตังค์ ดังนั้นค่าธรรมเนียมผ่าน ระบบอีเพย์เม้นท์ ต้องถูกกว่าบริการเงินสด และเช็ค เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง"
          นอกจากนี้ ธปท. ยังตั้งเป้าหมายด้วยว่า จะเพิ่ม "ปริมาณ" การใช้บริการผ่านระบบ e-Payment เพิ่มเป็น 50 ครั้งต่อคนต่อปี จากสิ้นปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 40 ครั้งต่อคนต่อปี และเป้าหมายในระยะยาวต้องเพิ่มเป็น  150 ครั้งต่อคนต่อปี ภายในปี 2563