กลุ่มSAMARTตั้งเป้าปี59 โกยรายได้ 24,000 ล้าน ผลบวกเศรษฐกิจฟื้น

กลุ่ม SAMART ตั้งเป้าปี 59 ฟาดรายได้รวม 24,000 ล้านบาท รับผลบวกเศรษฐกิจฟื้นตัว หนุนบริษัทในเครือเติบโตยกแผง ตั้งงบลงทุนรวม 20,000 ล้านบาท รองรับแผนขยายธุรกิจ
          นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า กลุ่ม SAMART ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปี 2559 ไว้ที่ระดับ 24,000 ล้านบาท โดยจากภาพรวมเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้น การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมธุรกิจ SME และกระตุ้นการใช้จ่ายในภาคครัวเรือน จะเป็นแรงหนุนให้บริษัทเติบโตและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้
          โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าจะมีรายได้จาก บริษัท สามารถเทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจสาย ICT solution อยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท หลังจากล่าสุดทาง SAMTEL มีงานในมือ (แบ็กล็อก) มูลค่า 8,200 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ ประมาณ 4,000 ล้านบาท
          อีกทั้งภาครัฐที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน ส่งผลให้บริษัทมีโครงการใหม่ที่เตรียมเข้าร่วมประมูลในปีนี้ประมาณ 80-90 โครงการ หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 25,000 ล้านบาท พร้อมทั้งคาดจะได้รับงานในส่วนนี้อย่างน้อยมูลค่า 15,000 ล้านบาท โดยเป็นงานที่รับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้รายได้เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้
          ส่วนบริษัท สามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) หรือ SIM ที่ดำเนินธุรกิจ Mobile-Multimedia ตั้งเป้าจะมีรายได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยบริษัทเน้นการสร้างแหล่งรายได้ประจำใหม่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิตอล ซึ่งจะมีการเปิดตัวธุรกิจ e-Market Place ที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งของวงการ e-commerce ในประเทศไทย
          สำหรับธุรกิจ Related Business ตั้งเป้ามีรายได้รวม 2,100 ล้านบาท โดยเฉพาะธุรกิจระบบรักษาความปลอดภัยของ Vision & Security ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีโครงการที่รอประมูลในปีนี้ราว 2,000 ล้านบาท
          ขณะที่สายธุรกิจ U-trans ซึ่งประกอบด้วย CATS, Kampot Power Plant และ Teda บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านระบบและเสาส่งไฟฟ้านั้น ทางบริษัทได้ตั้งเป้ามีรายได้รวมอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท โดยนอกจากรายได้ประจำจาก CATS และ Kampot Power Plant ที่ประเทศกัมพูชาแล้ว กลุ่ม U-trans ยังมีแผนที่จะลงทุนในธุรกิจพลังงานในปีนี้รวมมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งจะประกาศความชัดเจนได้ในปลายเดือน มี.ค. 2559
          ทั้งนี้ ทางกลุ่มคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในปีนี้ตามแผนประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยใช้ในกลุ่ม ICT  ประมาณ  4,000-5,000 ล้านบาท ใช้ในกลุ่มโมบายประมาณ  500-1,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือใช้ในสายธุรกิจยูทรานส์ ซึ่งแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดในมือ และการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงินซึ่งได้มีการเจรกันไว้แล้วบ้างบางส่วน
          ด้านนายธีระชัย พงศ์พนางาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามารถ ยูทรานส์ จำกัด (SUT) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม SAMART เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเตรียมจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ให้ได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าก่อนเข้าตลาดฯ ทางบริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่รวมต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์
          ขณะที่ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าขยะในภาคเหนือ 4 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตแห่งละ 8 เมกะวัตต์ คาดจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มที่อยู่ระหว่างรอดำเนินการ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำที่ลาวกว่า 10 เมกกวัตต์ ซึ่งโครงการของบริษัทต้องการผลตอบแทนจากการลงทุน(IRR) 11-12%
          อย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ในเรื่องราคาซื้อขายไฟในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยมีกำลังการผลิต 2,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันอยู่ขั้นตอนการตกลงราคาซื้อขายไฟฟ้า