"ไอซีที"ลุยอินฟราฟันด์ดึงเอกชนร่วมบรอดแบนด์

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบพร้อมให้กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาทสำหรับโครงการยกระดับเครือข่ายโทรคมนาคมของประเทศ ที่จะพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงทุกหมู่บ้าน ทั่วประเทศกว่า 70,000 หมู่บ้านแล้วเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา
          โดย "อุตตม สาวนายน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า โครงการนี้มุ่งสร้างการเข้าถึงบรอดแบนด์อย่าง ทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งจะพลิกโฉมประเทศให้เกิดการพัฒนาทุกมิติ ทั้งสังคม การศึกษา สาธารณสุข รวมถึงเป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจที่จะดึงดูดนักลงทุน โดยใน ก.พ.นี้จะกำหนดพื้นที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน รวมถึง รายละเอียดงบประมาณ
          สำหรับกรอบงบประมาณเบื้องต้น แบ่งออกเป็นการขยายบรอดแบนด์ถึงทุกหมู่บ้านวงเงิน 15,000 ล้านบาท อีก 5,000 ล้านบาทลงทุนขยายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อระหว่างประเทศ รองรับการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน
          "หลักสำคัญของโครงการนี้คือ การทำให้สังคมเมืองกับชนบทเข้าถึงบรอดแบนด์ได้เท่าเทียมกัน และใช้งบประมาณอย่าง คุ้มค่า ชัดเจนว่าแนวทางประชารัฐ ประชาชนจะได้อะไร เอกชนจะได้อะไร และรัฐจะได้อะไร โดยเป้าหมายคือในปี 2560 ทุกหมู่บ้านทั่วไทยทั้ง 100% ต้องมี อินเทอร์เน็ตคุณภาพดี ราคาเหมาะสมใช้งาน"
          ปัจจุบันมีหมู่บ้านทั่วประเทศราว 74,000 แห่ง มี 47% หรือราว 40,000 หมู่บ้านที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ส่วนที่เหลือต้องสำรวจว่าโครงข่ายที่ไปถึงมีคุณภาพ ตามเกณฑ์หรือไม่ เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งนิยามของบรอดแบนด์ตามโครงการนี้คือต้องมีอินเทอร์เน็ตความเร็ว 30 Mbps/5 Mbps (ดาวน์โหลด/อัพโหลด) โดยใช้เทคโนโลยีตามความเหมาะสมของพื้นที่ มี บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ซึ่งตนให้ทั้งสององค์กรส่งรายงานการสำรวจโครงข่ายที่มีอยู่ และแผนลงทุนภายในวันที่ 22 ม.ค.นี้
          การสำรวจพื้นที่ก็เพื่อให้การลงทุน โครงข่ายไม่ซ้ำซ้อนกับแผนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และบริการเพื่อสังคม (USO) ของ กสทช. ที่ได้เตรียมงบประมาณไว้แล้ว รวมถึงไม่ให้ลงทุนซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น ทั้งในส่วนของโครงการนำร่องเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่า 3,755 ล้านบาทของกระทรวงไอซีที ที่มีโครงการขยายโครงข่ายไปยังพื้นที่ชายขอบด้วย, ของกระทรวงอื่น ๆ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น
          ที่สำคัญและเพื่อให้เกิดความยั่งยืน จึงกำลังศึกษาที่จะนำโครงข่ายที่ใช้งบประมาณก้อนนี้ตั้งเป็นกองทุนอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ ซึ่งจะเป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศให้เข้ามาบริหารจัดการและต่อยอดให้มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง โดยได้หารือกับภาคเอกชนเพื่อให้นำโครงข่ายที่มีอยู่เข้ามาร่วมในกองทุนนี้ด้วย คาดว่าใน ก.พ.นี้จะได้ข้อสรุปว่ามีรายใดจะเข้าร่วมบ้าง
          "โครงข่ายในโครงการนี้ไม่ใช่ฟรีอินเทอร์เน็ต แต่เป็นการเพิ่มทางเลือก Net Neutrality ที่รัฐลงทุนให้ก่อน ให้เอกชนมาเชื่อมต่อ และหวังผลอย่างยั่งยืนน่าจะนำมาประเดิมในกองทุนได้ไม่มีปัญหา เพราะไม่ได้มีข้อพิพาทค้างอยู่เหมือนในส่วนที่อยู่ในมือรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนคู่สัมปทาน แต่ต้องใช้เวลาสร้างอีกระยะ หากเอกชนสนใจเข้ามาร่วมด้วยก็จะเริ่มกระบวนการตั้งกองทุนได้ราว มิ.ย.นี้ น่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเดินหน้าตั้งกองทุนอินฟรา สตรักเจอร์ และจะทำให้กลายเป็นกองทุนขนาดใหญ่ระดับแสนล้านบาท"
          ส่วนค่าบริการอินเทอร์เน็ตบนโครงข่ายนี้ จะมี "กสทช." เป็นผู้กำกับดูแลร่วมกัน แต่ควรมีราคาที่ต่ำกว่าผู้ให้บริการทั่วไปเพราะรัฐเป็นผู้ลงทุน และแม้โดยแนวคิดที่จะปูพรมโครงข่ายอินเทอร์เน็ต และรวมให้เป็นโครงข่ายของกลางประเทศเหมือนกับโครงการ "บรอดแบนด์แห่งชาติ" ที่หลาย รัฐบาลพยายามผลักดัน แต่รัฐมนตรี ไอซีทีมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันแผนงานให้สำเร็จได้แน่นอนภายในปี 2560 ด้วยความร่วมมือของเอกชน ซึ่งได้มีการหารือร่วมกันมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงกับทางสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย
          รัฐมนตรีไอซีทีย้ำว่า โครงการนี้จะตอบโจทย์ทั้งการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และตอบโจทย์ของการพลิกฟื้นองค์กรของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
          รวมถึงให้มีการทำงานร่วมกัน ล่าสุดได้ให้ทั้งคู่เร่งจัดทำแผนพลิกฟื้นองค์กรมาเสนอใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อนำเข้าที่ประชุมร่วมกับไอซีทีในวันที่ 22 ม.ค.นี้
          ด้าน "ศุภชัย เจียรวนนท์" นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าวว่า นโยบายการขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ของรัฐบาลครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่มีแผนชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไร ทั้งมีการตั้งเป้าเกี่ยวกับตัวชี้วัดทั้งเรื่องความครอบคลุมในแต่ละช่วงเวลา และสปีดของบริการ
          ในฐานะผู้ประกอบการเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแผนที่ชัดเจน รวมถึงมีการระบุว่าจะให้เอกชนเข้าร่วมตรงไหน ซึ่งถือเป็นการบ้านของสมาคมที่จะไปหารือกับสมาชิกต่อ จากที่ได้มีส่วนร่วมกับนโยบายประชารัฐ เห็นว่ารัฐมีความตั้งใจจะทำงานร่วมกัน และให้บทบาทเอกชนในการเข้าไปขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งทำให้เอกชนมีความมั่นใจและรู้สึกได้ลงมือทำจริง ๆ
          "การลงทุน 4G จะช่วยสนับสนุนได้มาก แต่ถ้าจะให้ถึงระดับทุกหมู่บ้าน อย่างทรู ยอมรับว่ายังไม่ครอบคลุมทุกแห่ง ในส่วนของการลากสายไฟเบอร์หรือสายอื่นที่ให้สปีดสูง มากที่สุดในปีนี้ถึงปีหน้าเราจะไปได้ราว 50-60% ของจำนวนหมู่บ้าน เพราะโฟกัสไปที่หมู่บ้านที่มีมากกว่า 200 ครัวเรือน จะมีหมู่บ้านบางส่วนที่น้อยกว่า 200 ครัวเรือนต้องใช้ 4G มาแทน"
          ส่วนการเชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม ถ้า บมจ.กสท โทรคมนาคมสามารถลงทุนด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าได้ เอกชนก็จะไม่ลงทุนเอง ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลเปิดทางทั้งให้ ภาครัฐทำหรือเอกชนจะเข้าร่วมทุนก็ได้