"โมบาย เฟิร์ท-คลาวด์ เฟิร์ท"สไตล์"อรพงศ์ เทียนเงิน"

"ผมมีความเชื่อว่า 67 ล้านคน ในประเทศไทยควรต้องเป็น ลูกค้าของไมโครซอฟท์ทั้งหมด แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่ เพราะโลกที่ทุกคน ใช้มือถือคนเหล่านี้ก็ถือลูกค้าที่มีศักยภาพ แต่ก่อนเราไม่เคยมองการเติบโตในภาพแบบนี้ "
          "อรพงศ์ เทียนเงิน"กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัดให้สัมภาษณ์ 'กรุงเทพธุรกิจ' หลังเข้ารับภารกิจใหม่ 6 เดือนในยุคที่ไมโครซอฟท์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงจากบริษัทซอฟต์แวร์ปิดสู่ 'แพลตฟอร์ม คอมพานี' อย่างเต็มตัว
          :จุดเปลี่ยนเทคโนฯ
          นายอรพงศ์ย้ำว่า ไดเรคชั่นของธุรกิจชัดเจนที่สุดตอนนี้คือ "ต้องโต" เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี และการใช้อย่างแพร่หลายในรูปแบบ "คลาวด์ เฟิร์ท โมบาย เฟิร์ท เวิลด์" กลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของชีวิตและส่งผลต่อเนื่องถึงรูปแบบของธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนเช่นกัน และก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ทางธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อน
          นอกจากนี้ "คลาวด์ คอมพิวติ้ง" ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การทำธุรกิจเปลี่ยนแปลง สามารถเริ่มต้นในสเกลที่เล็กได้ไม่ต้องลงทุนเต็มรูปแบบ ก่อนนำมาสู่ความท้าทายอีกขั้นที่ว่า "ทำอย่างไรถึงจะสร้างประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
          ผู้บริหารไมโครซอฟท์เชื่อว่า แนวคิดการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เกิดธุรกิจหรือ "ดิจิทัล อีโคโนมี" ต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะโลกมาถึงจุดที่คนใช้งานเทคโนโลยีแพร่หลาย โดยเฉพาะ "มือถือ" ที่ไอดีซีคาดการณ์ว่าในไทยมีใช้แล้ว 72 ล้านเครื่อง และในจำนวนนี้ราว 50 ล้านเครื่องเป็น "สมาร์ทโฟน" ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการสื่อสารข้อมูลจำนวนมาก นั่นแปลว่าอย่างน้อย "50 ล้านคน" เป็นลูกค้าที่มีศักยภาพสำหรับธุรกิจจำนวนมาก
          ทั้ง "ดิจิทัล อีโคโนมี" ยังมีข้อดีที่ไม่มีพรมแดน ที่เพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจสามารถขยายตัวได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งเป้าหมายสำคัญสำหรับไมโครซอฟท์ยุคใหม่คือ การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงนั้น และ การปรับตัวสู่ยุคโมบาย เฟิร์ท คลาวด์ เฟิร์ท
          "เรามีความมุ่งมั่นชัดเจนว่าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี  เช่น การเปิดตัววินโดว์ส 10 ที่หลายคนอาจมองว่ามันก็แค่ระบบปฏิบัติการอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง แต่จริงๆ เป็นการปรับปรุงซอฟต์แวร์ที่เป็นโมเดิร์น แพลตฟอร์ม จากแนวคิดว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว โอเปอเรติ้ง ซิสเต็มส์มันต้องเปลี่ยนแปลงด้วย ตั้งแต่การปรับฟีเจอร์ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เรติน่า เข้ามารวมถึงส่วนสำคัญอย่างซิเคียวริตี้"
          :ย้ำภาพบริษัทแพลตฟอร์ม
          ขณะที่กลยุทธ์ใหญ่ของไมโครซอฟท์ ในนี้คือการเป็น "แพลตฟอร์ม คอมพานี" ที่พยายามผลักดันให้คนจำภาพลักษณ์ของไมโครซอฟท์ที่พัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนโลกในยุค 'โมบาย เฟิร์ท คลาวด์ เฟิร์ท' และเป็นผู้นำให้ได้ในตลาดนี้ ซึ่งวิธีการไม่ใช่แค่ปรับปรุงโอเอสใหม่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาอุปกรณ์ หรือดีไวซ์ จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการทำฮาร์ดแวร์ที่นำขีดความสามารถของซอฟต์แวร์มาใช้อย่างเต็ม ขีดความสามารถ
          ตัวอย่างของฮาร์ดแวร์ที่พัฒนาออกมา เช่น เซอร์เฟซ ได้รับการตอบรับดีมากมีอัตราเติบโตถึง 1 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส ทำให้บริษัทเห็นว่า นวัตกรรมทำให้เกิดโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาดธุรกิจได้ จนทำให้ปัจจุบัน "ฮาร์ดแวร์" กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจสร้างรายได้ให้กับบริษัทที่เกิดมาจากซอฟต์แวร์
          อย่างไรก็ตามในโลกของเทคโนโลยีทุกวันนี้ ผู้บริหารไมโครซอฟท์มองว่า บริษัทเล็กหรือใหญ่ก็เปลี่ยนได้เร็วตัวอย่าง ที่ชัดเจนอย่าง "โนเกีย" ที่เป็นบริษัทใหญ่มากตอนที่ไมโครซอฟท์ซื้อมาแต่กลับมียอดที่ต่ำมากในปัจจุบันทำให้เชื่อว่า  โลกที่มีพื้นที่ใหญ่มากหากสามารถนำเสนอนวัตกรรมที่ถูกต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่ล้วนมีโอกาสเท่ากัน
          ส่วนภารกิจหลักของบริษัทในปัจจุบันมี 3 ส่วนคือ 1.ปฏิรูปการทำงานและกระบวนการสร้างประสิทธิภาพทางธุรกิจ เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานโมบาย และซอฟต์แวร์ต่างๆ ซึ่งโปรดักท์ที่เด่นในกลุ่มนี้เช่น ออฟฟิศ365 ที่มีคุณสมบัติทำให้วัฒนธรรมการทำงานเปลี่ยนแปลงไป
          2.สร้างเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการแต่ละบุคคล เช่น วินโดว์ส 10 และฮาร์ดแวร์ล้ำยุคที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น เช่น ระบบสั่งงานด้วยเสียงคอร์ตานา และโฮโลเลนส์ ที่ใช้ขีดความสามารถของเวอร์ชวล เรียลิตี้ผสมผสานกับโลกจริง
          และ 3. เน้นการพัฒนาคลาวด์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นการพัฒนาจากคลาวด์ที่เป็นพื้นฐานสู่ระดับของการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าการสร้างการเติบโตจากการลงทุนสร้างดาต้า เซ็นเตอร์อย่างเดียว เช่น แอพพลิเคเชั่น  แอส อะเซอร์วิส ที่เพิ่มขีดความสามารถของ บิสสิเนส อินเทลิเจนท์เข้าไปในบริการคลาวด์
          ด้วย (อะซัวร์) ต่อเนื่องไปถึงอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ ที่เชื่อว่า การเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจคลาวด์ส่วนหนึ่งจะมาจากการใช้งานอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ และการให้บริการดาต้า สตอเรจ
          "ธุรกิจคลาวด์จะเติบโตได้ต้องมาจากการใช้งานและการใช้งานที่มากที่สุดตอนนี้ คือ การใช้ไอโอที ที่อุปกรณ์ต่างๆจะสื่อสารกันได้ต้องผ่านคลาวด์ และเป็นคลาวด์ที่ปลอดภัยในการใช้งาน"
          ไอดีซี ประเมินว่า มูลค่าตลาดคลาวด์ในไทยปีที่ผ่านมา 251 ล้านดอลลาร์ ใหญ่อันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากสิงคโปร์ ขณะที่ 33% ของการลงทุนไอทีจะเป็นการลงทุนในคลาวด์
          นายอรพงศ์ยังย้ำว่า "ดิจิทัล อีโคโนมี" จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้ายักษ์ใหญ่ของโลกไม่ร่วมมือ หรือไม่มีการลงทุน ซึ่งไมโครซอฟท์ก็เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของโลกที่ความตั้งใจส่วนตัวก็อยากให้เกิดการลงทุนของบริษัทในไทยด้วยเช่นกัน
          :เทคโนฯเปลี่ยนเร็วกว่าคน
          สำหรับ 6 เดือนที่ผ่านมาหลังใต้ชายคาไมโครซอฟท์มุมของการดำเนินงานเอ็มดี คนใหม่เชื่อมั่นว่าธุรกิจยังเติบโตไปด้วยดี  แต่ความท้าทายที่ยังต้องหาทางไปต่อคือ  การบริหารคนภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลง
          "เมื่อก่อนไมโครซอฟท์ขายไลเซ่นเป็นหลัก มีวัฏจักรที่ชัดเจน แต่ตอนนี้ธุรกิจส่วนใหญ่เปลี่ยนแล้ว เป็นการขายบนคลาวด์ ซึ่งคนจะใช้งานก็ต่อเมื่อได้ประโยชน์ เป็นการขายแวลลูของสินค้าจริงๆ ให้ลูกค้า ดังนั้นคนที่จะขายก็ต้องมีความสามารถเพิ่มขึ้นด้วย ต้องเปลี่ยนตั้งแต่แนวความคิด เปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างยิ่งกลายเป็นความท้าทายว่าเทคโนโลยีตอนนี้เปลี่ยนเร็วกว่าคนและ การตอบรับใช้งานของลูกค้าไปเร็วกว่า ความสามารถของคนในองค์กรของเรา"
          นายอรพงศ์บอกว่า ไมโครซอฟท์ต้องปรับตัวเข้มข้นมากขึ้นทั้งการเทรนนิ่งบุคลากรภายใน และการเป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีพนักงานเป็นแสนคนทำให้อาจจะต้องดึงประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญของคนไมโครซอฟท์จากที่ต่างๆทั่วโลกทำงานร่วมกัน
          นอกจากนี้ในมุมของการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ ไมโครซอฟท์กำลังเผชิญ ซึ่งเอ็มดียอมรับว่า โจทย์ความท้าทายที่เจอกับพนักงานภายในไมโครซอฟท์เองก็แทบไม่แตกต่างกับ ความท้าทายในการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลง
          โดยพาร์ทเนอร์ใหม่ของไมโครซอฟท์เริ่มเป็นกลุ่มนักพัฒนามากขึ้น เช่น อินดิเพนเดนท์ ซอฟต์แวร์ เวนเดอร์
          :หวังมีส่วนร่วมใช้ยกระดับ
          ผู้บริหารไมโครซอฟท์บอกว่า ธุรกิจเทคโนโลยีตอนนี้ถือว่าสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว หากเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ 6 เดือนจากนี้คือ การให้ความสำคัญกับ การสร้างความร่วมมือโดยเฉพาะกับภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง
          ถ้าไมโครซอฟท์จะเป็นบริษัทที่สำคัญในตลาดต่อไปได้ จะต้องมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงไดเรคชั่นของประเทศ ทำอย่างไรให้เทคโนโลยีที่ไมโครซอฟท์มีช่วยเปลี่ยนแปลง หรือทำให้ประเทศได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ เช่น การมีส่วนให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากโครงการสนับสนุนคลาวด์  คอมพิวติ่ง ให้กับองค์กรไม่หวังผลกำไรมูลค่ารวม 1 พันล้านดอลลาร์ที่ซีอีโอใหญ่ ของบริษัทเพิ่งประกาศ
          "ในฐานะคนไทยจะทำอย่างไรให้โอกาสเหล่านี้มาถึงประเทศไทย ทำให้งานจากนี้ก็จะโฟกัสกับการทำอะไรที่สร้าง  บิ๊ก อิมแพค ให้กับคนในประเทศได้"
          แต่ก็ยอมรับว่า ไมโครซอฟท์ยังไม่ แอคทีฟมากเท่าที่ควรในโครงการดิจิทัล  อีโคโนมี เพราะมองว่า แนวทางที่ควร ส่งเสริมมากที่สุด คือ การสร้างอีโคซิสเต็มส์ และการสนับสนุนการพัฒนาระดับเซอร์วิส หรือพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้เกิดการนำไปใช้ชัดเจนมากกว่าการลงทุนสร้างดาต้า เซ็นเตอร์ให้มากเพียงอย่างเดียว
          ส่วนกระแสวินโดว์ส 10 ในไทย "ดีกว่าที่คิด" ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผู้ใช้ที่ไม่พอใจกับวินโดว์ส เวอร์ชั่นก่อนหน้าทำให้ส่วนหนึ่งยังไม่อัพเกรด จนกระทั่งวินโดว์ส 10 ที่ปรับปรุงใหม่หมด
          นายอรพงศ์ บอกว่า การทำงานในไมโครซอฟท์เป็นความท้าทายเพราะเป็นองค์กรใหญ่ ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีก่อน แต่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสูงมาก  ความท้าทายคือองค์กรเราเปลี่ยนแปลง ทันหรือไม่เพราะโลกเปลี่ยนเร็วกว่า
          "ใน 1 ปี เทคโนโลยีมีความเปลี่ยนแปลงมาก เช่น โฮโลเลนส์ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือ ไอโอที ที่รู้แค่อย่างไรมันก็ต้องเกิด รู้แต่ ไดเรคชั่น ที่เหลือคือ นวัตกรรมเพราะถ้าไม่มีนวัตกรรมบริษัทเทคโนโลยีอยู่ไม่ได้  แต่นวัตกรรมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรดักท์อย่างเดียว มันต้องเกิดนวัตกรรมทั้งองค์กร โปรดักท์ที่ดีมา ก็ต้องมีคนที่ทำให้นวัตกรรม ที่นำของเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้"

          'ความท้าทายที่ต้องไปต่อคือ การบริหารคน ภายใต้โลกที่เปลี่ยน' อรพงศ์ เทียนเงิน