จับตางบ 20,000 ล้านลุยบรอดแบนด์สไตล์ "อุตตม"

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2559 ได้อนุมัติกรอบงบประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยนำเงินประมูล 4จี ที่ผ่านมาทั้งในย่านความถี่ 900 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ นำมาทำโครงการยกระดับโครงข่ายโทรคมนาคมของประเทศ แบ่งเป็น 2 โครงการ คือ พัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เข้าถึงทุกหมู่บ้าน กรอบงบประมาณ 15,000 ล้านบาท และโครงการการขยายเกตเวย์ไปยังต่างประเทศ กรอบงบประมาณ 5,000 ล้านบาท
          วันพุธที่ผ่านมา (20 ม.ค.) "นายอุตตม สาวนายน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เป็นประธานประชุมหัวหน้าหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจทันที ทั้ง 2 โครงการกระทรวงไอซีทีได้มอบหมายให้ 2 รัฐวิสาหกิจ บมจ.ทีโอที  และ บมจ.กสท โทรคมนาคม นำแผนงานมานำเสนอวันที่ 22 ม.ค.นี้ เพื่อสรุปพื้นที่วางโครงข่ายภายในเดือนก.พ.2559 และต้องดำเนินโครงการให้เสร็จครอบคลุมพื้นที่ 100% ในปี 2560
          รายละเอียดโครงการแรกไอซีทีจะดำเนินการสำรวจพื้นที่การวางโครงข่ายทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่มีโครงข่ายแล้วกว่า 50% ต้องอัพเกรดความเร็วให้ถึง 30/5 เมกะบิตต่อวินาที  โดยการอัพเกรดนั้น ไอซีทีต้องดูว่าจะเปลี่ยนสายทองแดงเป็นไฟเบอร์ออพติกทั้งหมด หรือจะเปลี่ยนแค่อุปกรณ์หัว-ท้าย ซึ่งต้องพิจารณาความเหมาะสมในการลงทุนอีกครั้งหนึ่ง
          ส่วนพื้นที่อีกกว่า 40% ประมาณ 30,000 จุดซึ่งเป็นพื้นที่ที่ภาคเอกชนไม่ได้ลงทุนนั้น ไอซีทีต้องดูพื้นที่การวางโครงข่ายเพื่อไม่ให้เกิดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกันกับทั้งเอกชนและสำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มีโครงการติดตั้งโครงข่ายเพื่อให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ในโครงการกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ยูเอสโอ) ซึ่งกสทช.เน้นในพื้นที่ชายขอบและพื้นที่ทุรกันดาร
          ส่วนโครงการที่สอง เป็นโครงการที่ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับสมาคมโทรคมนาคม แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็ต้องสร้างให้ประเทศไทยมีเกตเวย์ราคาถูกสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ อันจะเป็นสิ่งดึงดูดให้คอนเทนท์โพรไวเดอร์ เช่น กูเกิล เฟซบุ๊ค มาลงทุนในประเทศไทย และในอนาคตทั้ง 2 โครงการนี้จะต้องถูกนำมาต่อยอดและสามารถนำมาเป็น รูปแบบการลงทุนแบบอินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ ในอนาคต
          รัฐมนตรีไอซีที บอกด้วยว่า "งบประมาณครั้งนี้นับเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่ เคยได้มา" จึงต้องจัดสรรงบประมาณด้วยความระมัดระวัง และได้มอบหมายให้นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงไอซีที เป็นประธานกำกับดูแลจัดสรรงบประมาณ ด้วยการตั้งระบบพีเอ็มโอ (Project Management Off ice) มีตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็น คณะกรรมการ และร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งระดับผู้บริหาร และกระทรวงในฐานะผู้กำกับดูแล ขณะที่ ทีโอที และกสทต้องส่งแผนงานที่ละเอียดและเบิกจ่ายการดำเนินงานตามจริง
          ด้วยเพราะเป็นงบก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของกระทรวงไอซีที ดังนั้นเรากำลังเฝ้าดู อย่างใกล้ชิดว่า ไอซีที และ 2 รัฐวิสาหกิจจะสามารถดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณนี้อย่างเหมาะสม โปร่งใส และทำทุกวิถีทางให้ประโยชน์ตกถึงมือ "ผู้บริโภค" ให้ได้มากที่สุด โดยตัวโครงการนั้นถือว่าดี แต่จะทำอย่างไรให้เข้าถึงคนที่ต้องการใช้งานได้อย่างทั่วถึง อย่างแท้จริง โดยที่ผลประโยชน์ต้องไม่ไปตกอยู่กับคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
          งานนี้ คงต้องเฝ้าจับตาอย่างไม่กระพริบ เพราะเอาจริงๆ การทำงานของกระทรวงไอซีที ในช่วงที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ยังไม่เห็นโปรดักส์ทิวิตี้ที่ชัดเจน