อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ประตูสู่โลก"สั่ง"ได้ตามต้องการ

อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์' หรือ  ไอโอที ถูกมองว่าเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมการสื่อสารและผู้ให้บริการ องค์กรต่างๆ ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่น และผู้ใช้บริการต่างมีความ ตื่นตัวในความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ไอโอที สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ทุกคนต่างรอคอยอนาคตที่กำลังจะมาถึง เมื่อไอโอที จะทำให้เกิดเมืองอัจฉริยะที่มีความยั่งยืนกว่าและสนุกกว่าทั้งในแง่การอยู่อาศัยและการทำงาน แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะทางด้านสุขภาพ จะช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น และระบบ ความปลอดภัยสาธารณะที่ดีขึ้นจะช่วยให้ผู้คนรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย
          ถึงกระนั้น หลายคนและหลายองค์กร ที่มีความสนใจในความสำเร็จของไอโอที
          ยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและความก้าวหน้า ของมัน แม้การพัฒนาของไอโอที จะมีมาอย่างต่อเนื่อง ไอโอทีในปัจจุบันนี้โดยส่วนใหญ่ยังคงถูกแบ่งโดยการทำงานในอุตสาหกรรมที่มี เป้าหมายเพียงอย่างเดียว โดยเชื่อมต่อผ่าน
          เครือข่ายที่เป็นระบบปิด (Proprietary System) เพื่อใช้สำหรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น  การตรวจสอบทรัพย์สินระยะไกล และการบริหาร จัดการการขนส่ง แต่อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มของ แอพพลิเคชั่นอีกหลากหลายกลุ่มที่จะต้องถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับตลาดในรูปแบบต่างๆ
          วงจรของการสร้างโซลูชั่นที่เป็นระบบปิดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะนำไปสู่การแบ่งแยกตลาดออกเป็นส่วนย่อย ในที่สุดแล้วศักยภาพของ ไอโอที จะไม่ถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นจะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินเข้าสู่ ทางตันในเรื่องของโซลูชั่นที่มีกรรมสิทธิ์เฉพาะ และอะไร คือ เทคโนโลยีใหม่ที่ยังต้องการ การพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก:มาตรฐานที่ครบวงจร
          ขณะที่หน่วยงาน 3GPP กำลังกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อไอโอทีในพื้นที่กว้าง โดยใช้เครือข่ายเซลลูล่าร์ และยังมีอีกหลายเทคโนโลยีในเรื่องการสื่อสารระยะใกล้ ยังมีมาตรฐานสำหรับ เทคโนโลยีไอโอทีอีกหลายอย่างที่ยังขาดหายไป การทำให้แอพพลิเคชั่นใช้งานได้ (application enablement) การวิเคราะห์ข้อมูล ระบบรักษาความปลอดภัย การทำแผนที่ตำแหน่งที่ตั้ง การวางตำแหน่งภายในอาคาร ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ ล้วนมีกรรมสิทธิ์เฉพาะทำให้ไม่สามารถรองรับการทำงานเชื่อมต่อถึงกันซึ่งเป็นลักษณะการทำงานของไอโอทีได้
          บริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีระดับโลก หลายบริษัท "ตื่นตัว" ในพัฒนาการของ
          ไอโอทีกันมาก "โนเกีย เน็ตเวิร์คส์" ผนึกกำลังผู้ให้บริการโทรคมนาคม องค์กรด้านการวิจัย ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านการสื่อสาร และ ผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรม เสาะหา รูปแบบทางธุรกิจต่างๆ เพื่อบ่งชี้ความต้องการ ทางเทคโนโลยี และแนะนำกรอบการทำงานที่เป็นมาตรฐานต่างๆ ในการปรับใช้ไอโอทีให้ใช้งานได้แบบเฉพาะเจาะจงตามต้องการและใช้งานได้อย่างครบวงจร
          นางสาวแคทริน บูแวค รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ โนเกีย เน็ตเวิร์คส์ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทเกี่ยวกับไอโอที คือ การเชื่อมต่อโลกให้ทำงานร่วมกันได้เช่นเดียวกับการสื่อสารระบบเซลลูล่าร์ในปัจจุบัน โดยเชื่อในมาตรฐานและอินเทอร์เฟซที่เป็นระบบเปิด โนเกียต้องการเห็นว่าไอโอทีได้รับการพัฒนาเพื่อให้ทุกคนในทุกวงการนำไปใช้ได้ เพราะไอโอทีจะช่วยลดความซับซ้อนให้ชีวิตผู้คน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้วงการอุตสาหกรรมต่างๆ :ไอโอทีลดความซับซ้อนในชีวิต
          "ลองนึกภาพดูว่าเราจะสามารถช่วยให้ผู้คนใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และช่วยผู้ให้บริการสามารถ ให้บริการได้ดีขึ้นได้ด้วยสมรรถนะของไอโอที เป้าหมายต่างๆ เหล่านี้จะถูกทำให้ประสบ- ความสำเร็จไปพร้อมๆ กันได้ และเราเชื่อว่าโนเกีย เน็ตเวิร์คส์จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้" แคทริน กล่าว
          ขณะที่ โนเกีย แอร์เฟรม ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นโซลูชั่นใหม่ของโนเกียที่เป็นแพลตฟอร์มระบบเปิด เพื่อควบรวมแอพพลิเคชั่นด้านโทรคมนาคม ไอที และไอโอทีเข้าด้วยกัน เป็นโซลูชั่นแรกในวงการที่รวมแอพพลิเคชั่นด้านไอที ที่ได้รับการยอมรับและมีประสิทธิภาพที่สุดเข้ากับความต้องการอย่างยิ่งยวดของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยใช้ขีดความสามารถการรวมศูนย์ทรัพยากรและกระจายทรัพยากรเพื่อสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมและการให้บริการ ซึ่งรวมถึง 5จี ด้วย
          นอกจากนี้ โนเกียยังเป็นผู้ริเริ่มเทคโนโลยี โมบาย เอดจ์ คอมพิวติ้ง (MEC) เทคโนโลยี
          ที่ให้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นหรือผู้ประกอบการ ได้อยู่ในจุดที่ใกล้กับผู้ใช้งานมากขึ้นด้วย Liquid Applications ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในมาตรฐานทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นมาตรฐานโทรคมนาคมของสหภาพยุโรป สามารถเปลี่ยนสถานีฐานให้เป็นโหนดอัจฉริยะที่ส่งข้อมูลและประมวลผลได้ในบริเวณนั้น และรองรับการใช้งานไอโอทีได้ทันที เช่น  การเชื่อมต่อกับรถยนต์
          จะเห็นว่า ผู้นำในตลาดต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญกับความจริงจังของโนเกียเกี่ยวกับเทคโนโลยีไอโอที เช่นในเกาหลีใต้ โนเกียได้ร่วมมือกับโนเกีย เทเลคอม สร้างห้องทดลองด้านไอโอทีเป็นแห่งแรกในเกาหลีใต้ เพื่อถ่ายทอดความเชี่ยวชาญความรู้ด้านเทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับไอโอที และช่วยทดสอบการทำงานร่วมกันและการเชื่อมต่อกันให้กับพันธมิตรที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก:หนุนอุตฯสะพัด "พันล.ดอลล์"
          อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ภายในงาน "อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์เวิลด์ ฟอรั่ม" ครั้งที่ 3 ในประเทศดูไบ "ซิสโก้" ในฐานะเจ้าภาพและเป็นบริษัทใหญ่ในกลุ่มอุปกรณ์เครือข่ายประเมินว่าภายในปี 2563 จะมีอุปกรณ์มากถึง 50,000 ล้านชิ้นที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายได้  และเกิดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีเงินสะพัดหลายพันล้านดอลลาร์ ด้วยขีดความสามารถในการหลอมรวมของเทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ สื่อสารกันได้อย่างอัจฉริยะ ทำให้ไอโอทีเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาว่า อาจกำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกครั้งใหญ่อีกครั้ง
          นายจอห์น แชมเบอร์ส ประธานคณะ ผู้บริหารและประธานบอร์ดซิสโก้ ย้ำว่า ประเทศหรือเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็จะถูก ทิ้งไว้ข้างหลัง
          ด้านนางสาวอินบาร์ แลซเซอร์-แรบ  รองประธานกลุ่มอินฟราสตรักเจอร์และ การตลาดกลุ่มดิจิทัลโซลูชั่นส์ ซิสโก้ กล่าวว่า ความเข้าใจ "ไอโอที" ของส่วนใหญ่จะนึกถึงภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เหนือจินตนาการแต่หลายครั้งที่พบว่า "นวัตกรรม" จำนวนไม่น้อยก็มีจุดเริ่มต้นจากการจินตนาการจนกลายเป็นเรื่องจริงในที่สุด ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในดูไบที่นำขีดความสามารถของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อข้อมูลกันได้อัจฉริยะเข้ามาพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ตั้งแต่การติดกล้อง ซีซีทีวีอัจฉริยะที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ ได้ทันท่วงที ระบบควบคุมไฟฟ้า น้ำ หรือแม้แต่ปริมาณขยะในถัง ที่ทำให้รัฐจัดการได้มีประสิทธิภาพและทำให้ประชากรใช้ชีวิต ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสมหาศาลในอุตสาหกรรมไอโอที และโมเดลธุรกิจใหม่ๆจากการนำข้อมูลที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์ให้ เกิดประโยชน์
          ผลสำรวจสภาพแวดล้อมในอุตสาหกรรมไอโอทีพบว่า มีองค์กรมากกว่าครึ่งที่เริ่มมองว่า ไอโอทีเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้บริษัทแข่งขันได้ดีขึ้นและเกือบครึ่งเริ่มมีโซลูชั่น ไอโอทีใช้งานแล้วโดยเฉพาะการใช้โซลูชั่นไอโอทีในภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตถึง 204% ต่อปี
          นอกจากนี้ ยังเริ่มมี "ยูนิคอร์น"  หรือธุรกิจสตาร์ทอัพที่ทำเงินได้หลักพันล้านดอลลาร์เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมจากการลงทุนทั้งในฝั่งนักพัฒนา, สตาร์ทอัพ, นักลงทุนและเงินจากการควบรวมในอุตสาหกรรมมีสตาร์ทอัพด้านไอโอทีมากกว่า 1,500 ราย นักพัฒนาด้านไอโอทีปัจจุบัน 813,000 ราย เกิดการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไอโอที  1.9 ล้านดอลลาร์
          ผู้บริหารซิสโก้ บอกว่า ความท้าทายที่เกิดขึ้นแล้วคือ องค์กร หรือธุรกิจจะเปลี่ยนข้อมูลที่มีในมือให้กลายเป็นเงินหรือทำให้เกิดประสิทธิภาพต่อหน่วยงานได้อย่างไร