จับตาคลื่น 900ซ้ำรอยเอกชนยื้อ"ซิมดับ"

 ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
          แม้บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น แห่งค่ายทรู ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz เพื่อให้บริการ 4จี จะเข้าวางเงินค้ำประกัน (แบงก์การันตี) เงินประมูลงวดที่ 2 และงวดที่ 3 ต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 2 ธ.ค. และรับใบอนุญาตในวันที่ 4 ธ.ค.ที่จะถึงนี้
          แต่ก็นับว่าผ่านพ้นวันสิ้นสุดระยะเวลา "เยียวยา" ตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 1800 MHz ที่กำหนดเส้นตายไว้ที่หลังเที่ยงคืนของวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมาแล้วถึง 8 วัน ซึ่งในข้อเท็จจริงทางเทคนิคลูกค้าบน โครงข่าย 1800 MHz ภายใต้สัมปทานเดิมควรจะ "ซิมดับ" ไปแล้ว
          แต่ในทางปฏิบัติลูกค้าบนโครงข่ายสัมปทานเดิมยังคงใช้บริการได้ตามปกติ เพราะทรูมูฟฯ ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อขอให้ทบทวนคำสั่งสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองฯ ออกไป
          จึงเกิดคำถามว่า สัมปทานของทรูมูฟฯ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2556 และมีเวลา 2 ปี 2 เดือน กับอีก 20 กว่าวัน เหตุใดการโอนย้ายลูกค้าออกจากโครงข่าย 1800 MHz จึงจะใช้บริการได้ข่ายเดิมจึงไม่สามารถดำเนินการได้ก่อนสิ้นสุดมาตรการคุ้มครองฯ และ กทค.จะทำเป็นอย่างไรต่อไป
          นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ตั้งข้อสังเกตว่าลูกค้าที่ยังค้างบนโครงข่าย 1800 MHz เดิมมีประมาณ 4 หมื่นเลขหมาย และเป็นลูกค้าที่มีการใช้งานน้อยหรือไม่ใช้งานเลย (Inactive) ดังนั้นหากจะปิดบริการ (ซิมดับ) ก็ไม่น่ามีผลกระทบแต่อย่างใด จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าเหตุผลจริงๆ ที่ค่ายทรูต้องขอขยายมาตรการคุ้มNext Gen ครองฯ เพราะทรูยังมีลูกค้าที่โอนย้ายไปยังโครงข่าย 3จี ก่อนหน้านี้จำนวนหนึ่ง ที่เครื่องลูกข่ายยังเป็นมือถือ 2จี จึงต้องโรมมิ่งกับโครง
          หากปิดให้บริการทันทีจะทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่สามารถใช้งานได้
          "การเข้าวางแบงก์การันตีและรับใบอนุญาตของทรูมูฟฯ ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ อาจเป็นไปได้ว่าทรูมูฟฯ สามารถเจรจาเช่าโครงข่าย 1800 MHz เดิมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม เพื่อโรมมิ่งลูกค้า 2จี ต่อไปได้แล้ว ซึ่งก็หมายความว่าลูกค้าของทรูที่ใช้เครื่อง 2จี อยู่จะสามารถใช้บริการได้ต่อไป ไม่เช่นนั้นจะเสียลูกค้าตรงนี้ไป" นพ.ประวิทย์ กล่าว
          เพียงแต่วันนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าลูกค้าส่วนนี้มีกี่แสนหรือกี่ล้านราย และมีการโอนย้ายลูกค้าภายใต้สัมปทานออกไปเท่าไหร่
          นพ.ประวิทย์ ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ต้องจับตาดูการประมูลคลื่น 900 MHz ต่อไปว่าจะเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีกหรือไม่ เพราะยังมีลูกค้าที่ต้องโรมมิ่งกับโครงข่าย 900 MHz เดิมเช่นกัน หากเอไอเอสไม่สามารถสามารถเจรจาเช่าโครงข่ายกับ ทีโอทีได้ ก็จะเกิดกรณีขอขยายเวลามาตรการคุ้มครองฯ เช่นนี้ขึ้นอีก
          "เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการให้บริการอย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านจากสัมปทานเดิมไปยังผู้รับใบอนุญาตใหม่ ซึ่ง กสทช.ออกแบบผิดพลาด ส่วนทางผู้ให้บริการก็ไม่อยากจะหาลูกค้าใหม่อีก จึงต้องพยายามทำทุกวิธีเพื่อให้สามารถให้บริการต่อเนื่องได้" นพ.ประวิทย์ กล่าว
          นพ.ประวิทย์ ชี้ว่าจากนี้ต้องดูมติ กทค.ว่า จะพิจารณาขยายระยะเวลาคุ้มครองฯ ตามข้อเสนอของทรูหรือไม่ หากไม่ขยายระยะเวลาคุ้มครองก็เท่ากับว่ามติเดิมยังมีผล คือ มาตรการคุ้มครองจะต้องสิ้นสุดลงวันที่ 25 พ.ย. และ กทค.ต้องออกคำสั่งให้ยุติการฝ่าฝืนมาตรการคุ้มครองฯ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นเหตุแห่งการฝ่าฝืนก็หมดไปแล้ว ขณะที่ผู้ประกอบกิจการจะมีความผิดในข้อหาประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษอาญา
          ทว่าในทางกลับกัน หาก กทค.อนุมัติให้ขยายเวลามาตรการคุ้มครองฯ ออกไป เรื่องก็จบแค่นี้
          อย่างไรก็ดี แม้จะมีการออกใบอนุญาตใช้คลื่น 1800 MHz ไปแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ กทค.ทำต่อ คือการติดตามทวงรายได้จากการให้บริการในช่วงมาตรการคุ้มครองฯ ส่งคืนแผ่นดินทั้งหมด เพราะแม้ กทค.จะมีคำสั่งให้ทรูมูฟฯ นำส่งรายได้ระหว่างวันที่ 16 ก.ย. 2556-17 ก.ค. 2557 แก่รัฐเป็นจำนวน 1,069 ล้านบาท
          แต่ทางทรูมูฟฯ ก็มีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงิน เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับรายละเอียดวิธีการคำนวณรายได้และค่าใช้จ่าย เช่นเดียวกับรายได้ในช่วงหลังจากวันที่ 17 ก.ค. 2557 ถึงปัจจุบัน กทค.ก็ต้องเร่งรัดให้ทรูมูฟนำส่งรายได้เข้ารัฐโดยเร็วที่สุด
          เหล่านี้จึงเป็นข้อสันนิษฐานถึงที่มาการ "รอฤกษ์มงคล" ในการเข้ารับใบอนุญาตก็เป็นได้