"เฟซบุ๊ก" ย้ำ "โมบายเฟิร์ส" แนะองค์กรต่อยอดธุรกิจจากฐานคนใช้ 41 ล.

 ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ "เฟซบุ๊ก" ให้ความสำคัญจึงเข้ามาตั้งสำนักงาน เพราะมีผู้ใช้งานมากกว่า 34 ล้าน ไอดี/เดือน คิดเป็น 91% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย และในจำนวนนี้มีการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทดีไวซ์ ถึง 94% ไม่รวม "อินสตาแกรม" ที่ ณ ไตรมาส 2/2558 มีผู้ใช้งาน 7.1 ล้านไอดี
          "เจน แชทเทิล" ประธานฝ่ายเทคโนโลยี และกลยุทธ์การสื่อสารผ่านมือถือ เฟซบุ๊ก กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้สมาร์ทโฟนมีการเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ เติบโตไปด้วยกัน
          ซึ่งในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตในทิศทางนี้เช่นกัน สังเกตจากพฤติกรรม ผู้บริโภคที่เริ่มใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น ทั้งการรับสื่อต่าง ๆ รวมถึงการค้นหาข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกในหลายแง่มุม จนทำให้สื่อออนไลน์เริ่มมีบทบาทสำคัญใกล้เคียงสื่อหลัก
          "สมาร์ทโฟนรวมทั่วโลกในปี 2551 มีเพียง 140 ล้านเครื่อง แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 1.75 พันล้านเครื่อง เพราะโมบายอินเทอร์เน็ตเริ่มมีโครงข่ายครอบคลุม และความเร็วสูงเหมือนฟิกซ์บรอดแบนด์ ทั้งคู่ช่วยรีดประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟนออกมาได้ เช่น การรับข่าวสารได้ทุกที่ หรือเชื่อมต่อคนอื่น ๆ อย่างไร้พรมแดน และเกิดมัลติสกรีนสมบูรณ์แบบ โดยเฟซบุ๊กสำรวจมาว่า 42% ของกลุ่มสำรวจใช้งานออนไลน์แบบมัลติสกรีน เช่น เวลารับชมโทรทัศน์ หรือดูกีฬา และกว่า 49% จากกลุ่มสำรวจค้นหาคอนเทนต์ที่ต้องการระหว่างรับชมโทรทัศน์"
          เมื่อสื่อออนไลน์เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทำให้ "เฟซบุ๊ก" ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกทั้งหมด 1.6 พันล้านไอดี ในจำนวนนี้ใช้งานบนโมบายดีไวซ์ 1.4 ล้านไอดี ทำให้มองเห็นโอกาสที่องค์กร หรือหน่วยงานต่าง ๆ จะอาศัยจำนวนผู้ใช้บริการในระบบ ของบริษัทเป็นช่องทางในการทำโมบายมาร์เก็ตติ้ง เพื่อต่อยอดธุรกิจ และสร้างการรับรู้ของแบรนด์
          โดยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทเจรจากับโอเปอเรเตอร์ทุกรายเพื่อช่วยกันกระตุ้นให้เกิดการใช้โมบายมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น ผ่านแนวคิดที่เรียกว่า "โมบาย เฟิร์ส"
          "ตอนนี้คนใช้งานสมาร์ทดีไวซ์เพิ่มขึ้น หรือแทบจะเรียกว่าอุปกรณ์โมบายคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ และยิ่งในประเทศไทยมีอัตราการครอบครองซิมการ์ดเกือบ 2 ซิม/คน ทำให้โอกาสการทำโมบายมาร์เก็ตติ้งสำเร็จได้มากขึ้น รวมถึงการที่ไทยเริ่มให้บริการ 4G ในปี 2559 เป็นอีกตัวแปรสำคัญในการเสพสื่อออนไลน์ เพราะความเร็วที่เพิ่มขึ้น รวมกับความหน่วงของสัญญาณที่น้อยลง ทำให้การใช้งานของผู้บริโภคเสถียรมากกว่าเดิม ทำให้การทำโมบายมาร์เก็ตติ้งแบบวิดีโอโฆษณาจะได้รับความนิยมโดยอัตโนมัติ"
          ทั้งนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการ ใช้งานสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 173 นาที/วัน, ใช้เวลาบนโน้ตบุ๊กเฉลี่ย 129 นาที/วัน และใช้เวลาบนแท็บเลตเฉลี่ย 97 นาที/วัน แต่มีการรับชมโทรทัศน์เฉลี่ย 94 นาที/วัน ซึ่งการใช้งานโมบายดีไวซ์จะมีค่าเฉลี่ยมากกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ใช้งานสมาร์ทโฟน 147 นาที/วัน, ใช้งานโน้ตบุ๊ก 108 นาที/วัน และใช้งานแท็บเลต 50 นาที/วัน ส่วนการรับชมโทรทัศน์ ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 113 นาที เมื่อบริษัทนำจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมมารวมกันได้เป็น 41 ล้านไอดีจะเป็นฐานในการช่วยทำโมบายมาร์เก็ตติ้งในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
          โดยเฟซบุ๊กจะร่วมมือกับโอเปอเรเตอร์แต่ละรายนำเสนอแพ็กเกจเกี่ยวกับบริการของ "เฟซบุ๊ก" เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเข้ามาในระบบเพิ่มขึ้น จุดนี้จะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย คือผู้บริโภคได้สิทธิ์ใช้เฟซบุ๊กในราคาที่เข้าถึงได้, เฟซบุ๊กมีผู้ใช้มากขึ้น และโอเปอเรเตอร์ลดอัตราการไหลออกของลูกค้าได้ เพราะผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยอยู่บนระบบพรีเพด (เติมเงิน) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีอัตราไหลออกค่อนข้างสูงทำให้ต้องมีสิ่งจูงใจให้ผู้บริโภคมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์
          อย่างไรก็ตาม มูลค่าตลาดโมบาย มาร์เก็ตติ้งในประเทศไทยยังคิดเป็นเพียง 4% ของมูลค่าโฆษณาทั้งหมด ถือว่าค่อนข้าง น้อย จากจำนวนนี้ทำให้โอกาสทางธุรกิจของเฟซบุ๊กในการนำบริการต่าง ๆ มาเป็นโมบายมาร์เก็ตติ้งค่อนข้างเปิดกว้าง เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง เนื่องจากเลือกประเภทของกลุ่มเป้าหมายได้ แตกต่างจากการทำโฆษณาทางโทรทัศน์ที่วัดประสิทธิผลไม่ได้ รวมถึงกระจายสื่อในวงกว้าง กับแคมเปญบนช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ที่ยังไม่มีฐานข้อมูลมากเท่า