"นิวบิซิเนส"สตอรี่ใหม่ "กลุ่มสามารถ"

 "กลุ่มสามารถ" ปรับทัพครั้งใหญ่ปี 59 หลังกำลังซื้อในประเทศหด ฉุดกำไรมือถือกว่า 50% "วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์" ยืดอกรับ หดเป้ารายได้ "แสนล้าน" ปี 63 เหลือแค่ "5 หมื่นล้าน" พลิกแผน หันรุก "ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ"ความหวังจะมีรายได้รวมทะยานแตะระดับ "แสนล้าน" ภายในปี 2563 ด้วยการแตกไลน์ไปสู่ "ธุรกิจพลังงานถ่านหิน" ประเดิมโครงการไซด์บิ๊ก ที่ประเทศกัมพูชา กำลังการผลิต 2 พันเมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 1 แสนล้านบาท ของ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น หรือ SAMART  แผนการใหญ่นี้ยังมีความเป็นไปได้หรือไม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดเคือง "กรุงเทพธุรกิจ BizWeek" มีคำตอบ
          แม้หลายวันที่ผ่านมา "วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น วุ่นวายอยู่กับข่าวลือที่ว่า "สามารถเทลคอม" อาจเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้ต้องหาผิด ม.112 ในการติดตั้งสถานีวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ "แม่ทัพใหญ่"ยังคงมีเสียงหัวเราะตลอดการสนทนา
          "เรื่องที่เป็นข่าวทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไม่มีอะไรแล้วนะ เราให้ปากคำไปหมดแล้ว และทางการก็ยังไม่ได้ขออะไรเพิ่มเติม" เขากล่าวทักทาย ด้วยการตอบคำถามที่หลายคนอยากรู้
          "เอ็มดีใหญ่" ยอมรับว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน ประเทศกัมพูชาที่บริษัทคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มสามารถประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามเป้าหมาย หลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แจ้งว่า ประเทศไทยยังไม่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง แต่ปัจจุบันยังคงเจรจาเรื่องการขายไฟฟ้ากับทางกฟผ.ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้ข้อสรุปเมื่อไหร่  ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องปรับเป้าหมายรายได้รวมในปี 2563 ลดลงเหลือประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท จะไม่สามารถคว้าตัวเลข "แสนล้าน" มาครอบครองได้ตามแผน แต่ในอนาคตไม่แน่ เพราะในปี 2559 บริษัทจะเดินเครื่องด้วย "โมเดลใหม่" ในหลายๆ ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว "วัฒน์ชัย" เผย
          เขา เล่าต่อว่า สำหรับแผนงานของสายธุรกิจ ICT Solutions and Services ที่ดำเนินการภายใต้ 14 บริษัทย่อย นำทีมโดย บมจ.สามารถเทลคอม หรือ SAMTEL ซึ่ง SAMART ถือหุ้นอยู่ 70.08% คาดว่า ในปี 2559 รายได้รวมของ SAMTEL จะขยับเกิน "หมื่นล้าน" ส่วนในแง่ของกำไรสุทธิ อาจขึ้นมายืนหลัก "พันล้าน"ที่ผ่านมาบริษัทได้เดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้รับเพียงงานของหน่วยราชการเท่านั้น
          ล่าสุด บริษัทได้เดินหน้าเจาะ "กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี" มากขึ้น หลังรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมกลุ่มธุรกิจนี้  ด้วยความที่ธุรกิจเอสเอ็มอีมีฐานที่ใหญ่มาก ทำให้ SAMTEL ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2560 ต้องมีสัดส่วนลูกค้าภาครัฐ 75% ที่เหลือ 25% เป็นหน่วยงานเอกชน
          ปัจจุบัน SAMTEL มีรายได้ที่รอรับรู้ (แบ็กล็อก) ในมือมูลค่าเกือบ 9 พันล้านบาท ซึ่งบางงานสามารถทยอยรับรู้รายได้ได้นานถึง 5 ปี ล่าสุดบริษัทอยู่ระหว่างรอฟังผลประมูลหลายงาน คาดว่าก่อนสิ้นปีจะได้งานใหม่จากลูกค้า 5-6 ราย มูลค่างานประมาณ 7 พันล้านบาท
          ส่วนปี 2559 บริษัทอาจเข้าประมูลงานภาครัฐ มูลค่าประมาณ 1.5 -2.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะชนะการประมูลประมาณ 8 พันล้านบาท ถึง 1 หมื่นล้านบาท
          ลุ้น2เดือนเปิดโมเดลธุรกิจใหม่
          "วัฒน์ชัย" ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวบวกกับโอเปอเรเตอร์มือถือ 3 ค่าย ไม่ว่าจะเป็น เอไอเอส,ดีแทค และทรู หันมาจำหน่ายสมาร์ทโฟน "เฮาส์แบรนด์" มากขึ้น แถมยังขายในราคาถูก ส่งผลให้ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย หรือ SIM  ซึ่ง SAMART ถือหุ้นอยู่ 70.94% ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
          "ปีนี้กำไรของสามารถ ไอ-โมบาย คงหายไปครึ่งหนึ่ง ขณะที่รายได้เหลือแค่หมื่นล้าน"
          เหตุการณ์ที่ว่านี้ ทำให้ยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 15-20% ขณะที่ราคาโทรศัพท์เคลื่อนที่ เฉลี่ยต่อเครื่องยังปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วประมาณ 5-10% เนื่องจากสินค้ามักตกรุ่นภายในเวลา 6 เดือน ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องเร่งระบายสินค้า ซึ่งวิธีการปรับตัวในช่วงที่ผ่านมา เราอาศัยขายสินค้าให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่
          เขายังเล่าว่า ในช่วงต้นปี 2559 สามารถ ไอ-โมบาย จะมี "นิวบิซิเนส" เกิดขึ้น ซึ่งธุรกิจใหม่จะไม่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะไม่ต้องการหวังพึ่งพากำไรจากการขายโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกต่อไป แต่จะวางตัวให้ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง (tools) เพื่อนำเข้าไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ต่อไป เช่น การทำธุรกรรมบนโลกอินเทอร์เน็ต เป็นต้น "ออนไลน์โมบายมีเดีย อยากเห็นธุรกิจของบริษัทนี้เป็นเช่นนั้น"
          เบื้องต้นวางเป้าหมายไว้ว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า (2559-2561) การจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะไม่ใช่รายได้หลักของสามารถ ไอ-โมบาย อีกต่อไป จากปัจจุบันที่มีรายได้จากการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่มากถึง 80% ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า "รายได้จากส่วนนี้จะเหลือไม่ถึง 50%" อีกสองเดือนจะมาเล่าแผนฉบับเต็มให้ฟัง
          เมื่อถามว่า นิวบิซิเนส คืออะไร? เขา ตอบว่า ตอนนี้ยังบอกรายละเอียดมากไม่ได้ แต่จะเปิดตัวต้นปี 2559 บอกได้เพียงว่า เราจะผันตัวเองไปสู่ "ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ" ซึ่งการขายสินค้าของเราจะแตกต่างจากเว็บไซต์ Lazada หรือ WeLoveShopping เราซุ่มทำธุรกิจนี้มา 7-8 เดือนแล้ว
          "ปีหน้า จะเข้าสู่ช่วงของการ เทิร์นอะราวด์"
          แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนได้ แต่ "วัฒน์ชัย" ฉายภาพธุรกิจใหม่นอกรอบให้ทีมบิสวีคฟังแล้ว บอกได้เพียงว่า "ธุรกิจนี้เล่นอยู่บนความสบายของผู้บริโภค"
          "พลังงานทดแทน" ทางโตใหม่
          "นายใหญ่กลุ่มสามารถ" ยังบอกด้วยว่า สำหรับ สายธุรกิจ Utilities and Transportations ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท SAMART U-Trans และบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจการให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ และธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ให้แก่โรงงานกัมปอตซีเมนต์ ประเทศกัมพูชา ของเอสซีจี รวมถึงธุรกิจการให้บริการด้านการออกแบบ ก่อสร้างและติดตั้งงานวิศวกรรมไฟฟ้าครบวงจร
          ล่าสุด ยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนธุรกิจ เรามีความตั้งใจจะลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ,ถ่านหิน และแสงอาทิตย์ โดยในส่วนของพลังงานขยะ คาดว่าก่อนสิ้นปี 2558 จะได้
          ใบอนุญาต 5 จังหวัด ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือ ประมาณ 7-8 เมกะวัตต์ต่อจังหวัด
          ที่ผ่านมาบริษัทได้เซ็นสัญญาซื้อขยะชุมชนแล้ว 1 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เหลืออยู่ระหว่างเจรจา ฉะนั้นหากไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในปี 2560 อาจมีรายได้จากการขายไฟฟ้าพลังงานขยะ แต่ในปี 2559 จะมีรายได้จากการกำจัดขยะ
          ส่วนแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจากับกฟผ. ในการขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประเทศกัมพูชา ซึ่งในอนาคตเราจะหาพันธมิตรมาร่วมลงทุน
          ล่าสุด มีพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศมาเจรจากับบริษัท ดังนั้นหากกฟผ.สรุปจะซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ บริษัทก็จะเคาะรายชื่อพันธมิตรใหม่ และกลุ่มสามารถอาจเหลือสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทที่ดำเนินการเรื่องนี้เพียง 40-50%
          "บริษัทคาดว่า กฟผ.น่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ในอีก 6-7 ปีข้างหน้า ซึ่งเราต้องใช้เวลาสร้างโรงไฟฟ้าประมาณ 4-5 ปี" สำหรับแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อยากมีกำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 10-20 เมกะวัตต์ ซึ่งพลังงานแดดได้กำไรน้อยไม่เหมือนพลังงานขยะที่เดินเครื่องตลอด 24 ชม.ทำให้มีกำไรที่ดีกว่า
          ส่วนแผนงานโรงไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน ประเทศลาว ล่าสุดเซ็นสัญญา MOU แล้ว
          "ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ประจำเพียง 30% ฉะนั้นแผนธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า เราจะเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ตรงนี้มากขึ้นซึ่งธุรกิจไฟฟ้า คือ ตัวช่วยชั้นดีของกลุ่มสามารถฯ"
          เขา เล่าต่อว่า ส่วนแผนงานธุรกิจของ บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ หรือ OTO  ซึ่ง SAMART ถือหุ้นอยู่ 68.43% บริษัทคาดว่า ปี 2559 จะมีรายได้เกิน 1 พันล้านบาท เทียบกับปีนี้ที่อาจมีรายได้ 900 ล้านบาท หลังเดินหน้าขยายฐานลูกค้ามากแล้ว บริษัทกำลังวางแผนจะหาบริการอื่นๆมาให้บริการ แต่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ พูดได้เพียงว่า วันนี้คนชอบความสะดวกสบาย และชอบเสพข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน เบื้องต้นอยากเห็นบริษัทในเครือแห่งนี้เติบโตปีละ 15-20% จากปัจจุบันที่ขยายตัวเพียง 10%
          "ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ที่ดีควรอยู่ในระดับ 12-15% งานอะไรทำแล้วกำไรไม่ดีเราจะไม่ทำ"
          SAMTEL'พระเอก'ปี58
          "วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น ยังเล่าว่า ปี 2558 บมจ.สามารถเทลคอม จะเป็นบริษัทที่สร้าง "กำไรอันดับหนึ่ง" ให้กับกลุ่มสามารถฯ คิดเป็นสัดส่วน 40% รองลงมาเป็นสายธุรกิจ Utilities and Transportations คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30%
          ส่วนที่เหลือจะรับรู้กำไรสุทธิจาก บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 20% ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่เคยทำได้สูงถึง 40-50% นอกจากนั้นยังรับรู้กำไรจาก บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ หรือ OTO และบริษัทที่ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัทที่ผลิตและจำหน่ายเสาอากาศทีวี และจานรับสัญญาณดาวเทียม เป็นต้น
          "ในอนาคตอยากเห็นรายได้ทุกธุรกิจในอัตราเฉลี่ยเท่ากันที่ระดับ 30% ถือเป็นการกระจายความเสี่ยง"
          เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราตั้งเป้าหมายรายได้รวมที่ระดับ 2.8 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่าจะทำได้เพียง 2 หมื่นกว่าล้านบาท หลังกำไรสุทธิของ สามารถไอ-โมบาย หายไปค่อนข้างเยอะ จากผลกระทบทางภาวะเศรษฐกิจ
          "ในอนาคตอยากเห็นรายได้ทุกธุรกิจในอัตราเฉลี่ยเท่ากันที่ระดับ30% ถือเป็นการกระจายความเสี่ยง"
          'สถาบัน' รุกถือหุ้นกลุ่มสามารถ
          วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์เปเรชั่น ยังเล่าว่า ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันถือหุ้นกลุ่มสามารถมากกว่านักลงทุนรายย่อย ล่าสุดตัวเลขน่าจะอยู่ระดับ 20-30% เมื่อเทียบกับหลายปีก่อนที่มีสัดส่วนไม่ถึง 10% เมื่อถามถึงเหตุผล
          เขาตอบว่า ที่ผ่านมาเราเดินทางไปโรดโชว์บ่อย และบริษัทมีความมั่นคงทางด้านรายได้มากขึ้น โดยไม่ได้พึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง
          "ที่ผ่านมาเรามีโอกาสไปเล่าแผนธุรกิจให้นักลงทุนรายใหญ่ฟังบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะพูดในสิ่งที่ทำได้ เพราะคำพูดมันเป็นนายคน แม้ระหว่างทางจะเจอสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงบ้าง แต่เราก็พยายามปรับตัวให้เร็วที่สุด"  เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการนำ บริษัท ไอสปอร์ต จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจคอนเทนต์กีฬา ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.สามารถ ไอ-โมบาย เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เขาตอบว่า บริษัทแห่งนี้เกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท สามารถมัลติมีเดีย จำกัด ที่มีความแข็งแกร่งในด้านธุรกิจคอนเทนต์ และบมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท ผู้นำทางด้านสื่อกีฬาครบวงจร ในสัดส่วนฝั่งละ 50% ซึ่งก่อนบริษัทจะเข้าจดทะเบียนคงต้องมีการปรับสัดส่วนการถือหุ้น โดยเราอาจขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และต้องมีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่ แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป
          ปัจจุบัน "ไอสปอร์ต" มีทั้งสถานีโทรทัศน์กีฬาที่ออกอากาศทาง True Visions และ 3 ช่อง นอกจากนั้นยังเป็นผู้ผลิตรายการกีฬาให้กับโทรทัศน์ช่องต่างๆ เช่น สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5, CTH, เนชั่นทีวี เป็นต้น
          รวมถึงยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ในระดับบิ๊กโปรเจค อาทิ การนำทีมฟุตบอลระดับโลกเข้ามาร่วมแข่งขันในประเทศไทยเป็นแมตช์แห่งประวัติศาสตร์มากมาย
          "หลังงบการเงินของปี 2558 ออกแล้ว เราจะยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงานก.ล.ต.ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้มีกำไรหลายสิบล้าน"
          เขาทิ้งท้ายว่า บริษัท SAMART U-Trans จะเป็นตัวต่อไปที่กลุ่มสามารถจะผลักดันเข้าตลาดหุ้นภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการระดมทุนที่ค่อนข้างใหญ่ ระหว่างทางเราต้องหาโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่ง ในปี 2559 เฉลี่ยโรงละ 7-8 เมกะวัตต์ งบลงทุนเฉลี่ยโรงละ 800-1 พันล้านบาท เท่ากับว่า สิ้นปีหน้าเราจะมีโรงไฟฟ้าขยะ 10 แห่ง
          ทั้งนี้การลงทุนในโปรเจคต่างๆ เราจะนำเงินมาจากหลากหลายทาง เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ SAMART มูลค่า 8-9 พันล้านบาท หรือเงินจากการขายหุ้นเพิ่มทุนบริษัท SAMART U-Trans เป็นต้น
          "เราจะพยายามสร้างการเติบโตปีละ 10-20% แต่หากแผนงานใหม่ประสบความสำเร็จ ในช่วงแรกของการทำธุรกิจใหม่เราคงมีผลประกอบการขยายตัว "ร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นฐานะการเงินจะเติบโตเฉลี่ย 20-30%" "แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรกลุ่มสามารถ" ส่งสัญญาณถึงเหล่าแฟนคลับ