เป็นรูปเป็นร่าง "ท่อร้อยสาย"

 "ท่อร้อยสาย" หรือโครงการนำสายไฟฟ้าและสาย โทรคมนาคมลงดินตามแผนการขับเคลื่อนนโย บายเศรษฐกิจดิจิทัล ที่พูดกันมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระ จายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นหน่วยงานที่เสนอแนวความคิดนี้ และได้ร่วมหารือกับ  ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ โดยมองว่าปัญหาของสายโทรคมนาคมที่ปัจจุบันใช้วิธีพาดบนเสาไฟฟ้านั้น ส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนให้ไทยเป็นสังคมดิจิทัลอีโคโนมี เนื่องจากเสาไฟฟ้าที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับการพาดสายของโทรคมนาคมที่มีอยู่ และจะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกจำนวนมากได้
          ทั้งนี้ สายโทรศัพท์ สาย 3 จี สาย 4 จี และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์นั้น มีปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกวัน เสาไฟฟ้า 1 ต้น ไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้ ซึ่งรูปแบบการดำเนินการโครงการนี้ จะเป็นในลักษณะที่ให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ลงทุนและให้เอกชนเช่าใช้ในการนำสายลงใต้ดิน แต่ด้วยต้องมีการหารือกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกับสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร และการไฟฟ้านครหลวง จึงทำให้โครงการนี้เงียบหายไปจากกระแสข่าวช่วงหนึ่ง
          จนกระทั้งล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคมจำกัด (มหาชน) ร่วมกันเป็นแม่งานในการนำสายโทรคมนาคมลงดิน
          โดย นายมนต์ชัย หนูสง รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวว่า การทำโครงการท่อร้อยสาย เพื่อนำสายโทรคมนาคมลงดิน ร่วมกับ บมจ.กสทฯ เพื่อให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเช่าใช้นั้น ตอนนี้คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติแล้ว โดยให้ใช้วิธีการลงทุนในรูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) แบบที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำอยู่ ทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐมากนัก
          ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารจะดำเนินการร่างสัญญาจัดซื้อจัดจ้างเพื่อจ้างที่ปรึกษาในการจัดทำกองทุนรวม และเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาในการประชุมครั้งหน้า คาดว่าจะให้สรรหาที่ปรึกษาได้ภายในเดือน มี.ค.2559 และสามารถจัดตั้งกองทุนและเริ่มระดมทุนได้ช่วงปลายปี 2559 จากนั้นจึงเริ่มสร้างคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีในการสร้างท่อร้อยสาย เมื่อโครงการเสร็จจะทำให้ บมจ.ทีโอทีมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี
          สำหรับเงินทุนตั้งต้นในการจัดตั้งกองทุนนั้น ทีโอทีจะใช้กระแสเงินสดที่คาดว่าจะมีรายได้ในอนาคตนำเข้ากองทุนก่อน ซึ่งต้องการเงินเริ่มต้นประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการนำเสาโทรคมนาคมที่อยู่ติดกับเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงดิน
          เนื่องจากโครงการนี้ต้องดำเนินการตามแผนของ กฟน.ที่ได้ขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการนำสายไฟฟ้าลงดินจำนวน 261 กม. ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน ไม่เช่นนั้นเมื่อ กฟน.นำสายไฟฟ้าลงดินแล้ว สายโทรคมนาคมที่พาดอยู่บนเสาเดียวกันจะไม่มีที่ให้พาด เพราะ กฟน.ต้องโค่นเสานั้นๆ ทิ้ง ซึ่งในทางเทคนิคของการสร้างท่อร้อยสายให้สายโทรคมนาคม บมจ.ทีโอที ต้องสร้างจำนวน 2,610 กม. จากนั้นจะขยายไปทั่วประเทศ
          โดยปัจจุบัน บมจ.ทีโอทีมีท่อไร้สายอยู่จำนวน 25,000 กม. แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 20,000 กม. และต่างจังหวัด 5,000 กม. มีรายได้จากลูกค้าที่ใช้งานอยู่ปีละ 400-500 ล้านบาท ขณะที่ บมจ.กสทฯ มีท่อร้อยสายอยู่จำนวน 1,000 กม.
          อย่างไรก็ตาม บมจ.ทีโอที ได้เดินหน้าตามที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) มีคำสั่งให้ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจตลอดมา ซึ่ง 6 กลุ่มธุรกิจที่ คนร.แบ่งมาให้ กำลังเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยกลุ่มโทรศัพท์มือถือ และกลุ่มเสาโทรคมนาคมกำลังได้ข้อสรุป กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ก็มีโครงการท่อร้อยสายเป็นโครงการที่มีอนาคต
          ขณะที่กลุ่มอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และเคเบิ้ลใต้น้ำ ก็ทำงานร่วมกับ กสท โทรคมนาคม เหลือเพียงกลุ่มโทรศัพท์พื้นฐานและบรอดแบนด์ที่ยังไม่มีพันธมิตรเข้ามาแสดงความสนใจ ส่วนกลุ่มบริการด้านไอทีและคลาวด์ก็ได้รับนโยบายมาให้ดูแลบริการให้ภาครัฐก่อนระหว่างรอโครงการดาต้า เซ็นเตอร์แห่งชาติเสร็จ
          อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า โครงการท่อร้อยสายที่มี 2 รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมของประเทศ จะร่วมมือกันเดินหน้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ช้า-เร็ว มาก-น้อยเพียงใด เพราะหากทำได้จริงตามกรอบเวลาที่ บมจ.ทีโอทีกำหนด ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีขององค์กร เป็นการต่อลมหายใจ อยู่รอดได้ด้วยรายได้ที่จะมีเข้ามากว่าพันล้านบาทต่อปี.