ทรูขายหุ้นกู้กสิกรฯค้ำ วงเงิน8,330ล้านคืนหนี้ระยะยาวเมย์แบงก์กิมเอ็งยกเป็นหุ้นเด่น

โพสต์ทูเดย์ ทรูขายหุ้นกู้ 8,330 ล้านบาท อันดับเครดิตดีขึ้นเป็น A- ดึงกสิกรไทยค้ำประกัน 45%
          บริษัท ทริสเรทติ้ง จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ มีการค้ำประกันบางส่วนวงเงินไม่เกิน 8,330 ล้านบาท ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ระดับ "A-" และยังคงอันดับเครดิตองค์กรและอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันที่ระดับ "BBB+" โดยแนวโน้มยังคง "คงที่"
          ทั้งนี้ อันดับเครดิตของหุ้นกู้ชุดใหม่ใช้แทนอันดับเครดิตหุ้นกู้เดิมที่ได้รับการจัดอันดับเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2558 เนื่องจากบริษัทต้องการเพิ่มวงเงินรวมของหุ้นกู้เป็น 8,330 ล้านบาท จากเดิม 7,480 ล้านบาท โดยหุ้นกู้ชุดใหม่ธนาคารกสิกรไทยจะค้ำประกันการจ่ายเงินในสัดส่วน 45% ของมูลค่าหุ้นกู้ หรือในวงเงินไม่เกิน 3,749 ล้านบาท โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปชำระคืนหุ้นกู้ระยะยาวที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือน พ.ย. 2558 นี้
          สำหรับอันดับเครดิตของบริษัท ทรูฯ สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในธุรกิจให้บริการโทรคมนาคมที่มีความแข็งแกร่งทางการตลาดในธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) และธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมทั้งความคาดหวังว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจะยังคงให้การสนับสนุนแก่บริษัทอย่างต่อเนื่อง
          อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวก ดังกล่าวมีข้อจำกัดจากการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจหลัก รวมถึงเงินลงทุนในระดับสูงสำหรับธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโทรศัพท์เคลื่อนที่
          สำหรับแนวโน้มอันดับเครดิต "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงรักษาความแข็งแกร่งของสถานะทางการตลาดในกลุ่มธุรกิจหลักเอาไว้ได้
          อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตของบริษัทอาจปรับเพิ่มขึ้นหาก บริษัทมีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้ฐานะการเงินอ่อนแอลง ในขณะเดียวกันอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากผลการดำเนินงานของบริษัทตกต่ำลง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนปรับเพิ่มสูงเกินกว่า 65% ในระยะเวลาที่ต่อเนื่อง
          บริษัท ทรูฯ มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม  คือ กลุ่มธุรกิจทรูออนไลน์  กลุ่มธุรกิจทรูโมบาย  และกลุ่มธุรกิจทรูวิชั่นส์ สร้างรายได้ในสัดส่วน 24% 68% และ 8% ตามลำดับ ในขณะที่สัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 55% 39% และ 6% ตามลำดับ ของรายได้รวม 5.7 หมื่นล้านบาท ในครึ่งแรกของปี 2558
          บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำในธุรกิจให้บริการโทรคมนาคมที่มีเทคโนโลยีโครงข่ายสื่อสารที่หลากหลาย โดยกลุ่มธุรกิจทรูออนไลน์มีสัดส่วนทางการตลาดจากรายได้การให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศประมาณ 41%
          บริษัท ทรูฯ มี นายศุภชัย เจียรวนนท์ เป็นประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปัจจุบันมีฐานะการเงินผลการดำเนินงานดีขึ้นมาก ภายหลังจากมีไชน่าโมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง สัดส่วน  18% เป็นรองกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ถือหุ้นใหญ่ที่สุด 27.96% สนับสนุนให้ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดปิดที่ 10.30 บาท
          นอกจากนั้นนักวิเคราะห์ยังมีการคาดการณ์ว่าทรูจะเป็นหุ้นสื่อสารอีกตัวหนึ่งที่มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลสูง เช่น เดียวกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC)
          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ การไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) สองวันที่กัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยผู้บริหารของทรูได้เข้าพบกับผู้จัดการกองทุน ส่วนใหญ่มีความสนใจใน 4 ประเด็น คือ 1.ข้อมูลล่าสุดของการประมูล 2.กลยุทธ์การประมูล 3.แผนธุรกิจระยะยาว และ 4.สถานการณ์การแข่งขันทั้งก่อนและหลังการประมูล 4จี
          ทรูมีแผนจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมือถือให้ได้ใกล้เคียง 30% ภายใน 5 ปี โดยทางผู้บริหารคาดหวังว่าอัตราส่วนอีบิตดามาร์จิ้นจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปสู่ระดับเดียวกับคู่แข่งในธุรกิจมือถือเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทรูจำเป็นจะต้องเป็นผู้ชนะในตลาดข้อมูล (3จี และ 4จี) และการได้มาซึ่งคลื่นความถี่จะช่วยทำให้ทรูสามารถรักษาระยะห่างกับคู่แข่งได้ต่อไป และอาจจะไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
          ขณะที่ตลาดมือถือเติบโตเพียงปีละ 3-4% จะทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ปัจจุบันทรูยังเป็นหุ้นเด่นที่สุด
          ด้านผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ปี 2558 คาดว่า ทรูจะมีกำไรสุทธิ  440 ล้านบาท ลดลงประมาณ 66% จากไตรมาส 2  แต่หากไม่รวมรายการพิเศษในไตรมาส 2 บริษัทจะมีผลงานที่ดีขึ้น และก็ดีขึ้นมากหากเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2557 ที่ขาดทุน 2,600 ล้านบาท
          "เราเลือก TRUE เป็นหุ้นเด่นในไตรมาส 4 โดยคงประมาณการกำไรที่ 116,337 ล้านบาทในปีนี้ และคำแนะนำซื้อที่ 13.50 บาท เพราะให้ความสำคัญกับการแย่งส่วนแบ่งการตลาดมือถือมากกว่าปัจจัยอื่นๆ โดยไตรมาส 3 มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น 0.90% ในไตรมาส 3 แย่งจาก ADVANC และ TRUE  โดยมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังคงสูงเพื่อให้ได้มากซึ่งส่วนแบ่งตลาด" บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุ