"อุตตม"ชี้ทางรอด"ทีโอที-กสท" ผนึกเป็นพันธมิตรธุรกิจด้านโครงข่าย-ทำเคเบิ้ล

รมว.ไอซีที ให้การบ้าน "ทีโอที-กสท" ทำธุรกิจอยู่รอดได้ยั่งยืน หลังรายได้จากค่าสัมปทานสิ้นสุดลง แนะให้นำทรัพยากรโครงสร้าง พื้นฐานโทรคมฯมาบริหารงานร่วมกัน  สั่ง กสท เป็นเจ้าภาพทำเคเบิ้ลใต้น้ำส่วนทีโอทีรับผิดชอบท่อร้อยสาย
          นายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า แนวทางที่จะทำให้ 2 รัฐวิสาหกิจ อย่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) อยู่รอดอย่างยั่งยืนคือ ทั้ง 2 บริษัท ต้องนำทรัพยากรที่มีอยู่โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมมารวมดำเนินการ และบริหารงานร่วมกัน เพื่อให้ทั้ง 2 องค์กรเป็นองค์กรให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศเพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วมเช่าใช้ ส่งผลดีในการลดต้นทุน ไม่เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน ทำให้มีค่าบริการที่สามารถแข่งขันได้ สอดคล้องกับสิ่งที่ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้กำหนดกลุ่มโครงสร้างบริการของทั้ง ทีโอที และ กสท ที่เหมือนกันเพื่อให้ง่ายในการทำงานร่วมกันได้
          ดังนั้น ไอซีที จึงได้สั่งการให้ทั้ง 2 หน่วยงาน เสนอแผนธุรกิจที่ทำให้องค์กรอยู่รอดอย่างยั่งยืน เพื่อนำมาวางแผนในการดำเนินการให้สามารถเลี้ยงตัวเอง โดยเฉพาะในกรณีของทีโอที ต้องเสนอแผนธุรกิจในการขับเคลื่อนภายใต้เงื่อนไขว่า ทีโอที ไม่มีคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) มาดำเนินการอย่างที่ตั้งใจด้วย เพราะ ทีโอทียังมีทรัพยากรอีกหลายอย่างที่สามารถทำให้เกิดรายได้ที่มั่นคงได้ ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เนตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ไฟเบอร์ออพติก นอกจากนี้ ยังมีคลื่นความถี่ที่ถือครองอยู่ทั้งย่าน 2100 MHz และ 2300 MHz
          โดยหากแผนงานที่ทีโอทีจะนำเสนอมาน่าสนใจและมีแนวโน้มว่าทำได้ และสามารถทำให้ทีโอทีมีรายได้ รัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนทั้งเรื่องงบประมาณและบุคลากร ขณะที่ กสท เองก็ต้องเสนอมาเช่นกัน ซึ่งขณะนี้กระทรวงได้ให้ 2 หน่วยงาน ทำโครงการร่วมกัน 2 โครงการ คือ โครงการ พัฒนาเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงใต้น้ำ (ซับมารีน เคเบิ้ล) โดยให้ กสท รับผิดชอบและเป็นเจ้าภาพดำเนินการ และโครงการท่อร้อยสายซึ่งจะนำเอาสายโทรคมนาคมลงดิน ให้ทีโอที รับผิดชอบและเป็นเจ้าภาพดำเนินการด้วย
          "ผมเชื่อว่าเมื่อทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้การกำกับของคนร. และต่อไปหากมีบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ก็จะยิ่งทำให้ ทั้ง 2 องค์กรต้องทำงานเป็นระบบมากขึ้น ขณะที่กระทรวงจะเป็นผู้ดูแลด้านนโยบาย 2 ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานจะเดินหน้าได้ก็ต้องเคลียร์ข้อพิพาทที่มีให้หมดด้วยตามที่ คนร.สั่ง ตนจึงได้เร่งสั่งการให้ทั้ง 2 หน่วยงานเสนอแผนงานมาโดยเร็วที่สุด"
          นอกจากนี้ ทีโอที ยังคงยืนยันในสิทธิการถือครองคลื่นความถี่ 900 MHz ที่ สิ้นสุดสัมปทานลงกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส และจะดำเนินการฟ้องร้องหา
          คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) นำไปเปิดประมูลนั้น ตนเองยังไม่สามารถให้ความเห็นใดๆได้ เพราะว่าการฟ้องร้องยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ
          "เชื่อว่า ทีโอที คงต้องกระตือรือร้นในการทำให้องค์กรตนเองอยู่รอด เพราะขณะนี้สัญญาสัมปทานคลื่น 900 สิ้นสุดลงไปดังกล่าวแล้ว และตามที่ได้รับรายงานพบว่าผลประกอบการโดยรวมปี 25558 ของทีโอที มีแนวโน้มจะประสบปัญหาขาดทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท"
          ขณะเดียวกัน เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศที่มีระบบ จะเป็นปัจจัยที่จะส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาลงทุนด้วยคือการต้องขับเคลื่อน กฎหมายเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ สั่งการให้กระทรวงแก้ไข ปรับปรุง กฎหมาย 3 ฉบับใหม่หลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มาจากหลายภาคส่วน ได้แก่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.การกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ. คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
          ขณะที่พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ยังอยู่ระหว่างการร่างราย ละเอียดใหม่ ส่วน พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ได้เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)แล้ว  ดังนั้น หากต้องการให้กฎหมายผ่านทั้งหมดต้องนำเข้าพร้อมกัน โดยที่ผ่านมามีปัญหาและกฎหมายไม่ผ่านตามแผนเนื่องจากมีการเรียงลำดับในการ พิจารณาไม่ถูกต้อง