กางโรดแมป อีเพย์เมนต์ ธปท.ผนึกคลัง ยกระดับแบงก์ไทย

พลันที่ขุนคลังอดีตนายแบงก์ "อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" เข้ามารับตำแหน่ง นอกจากภารกิจกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังเร่งจัดตั้ง "เนชั่นแนล อีเพย์เมนต์" ภายใน 2 สัปดาห์แรกที่เข้ากระทรวง ก็ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติทันที ต่อติดกับสิ่งที่ "ทองอุไร ลิ้มปิติ" รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วาดหวังยกระดับ "ระบบชำระเงิน" ของประเทศไทยไปสู่ "ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์" แบบครบวงจร "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ความคืบหน้าในประเด็นนี้
          "อีเพย์เมนต์" สู่ "ดิจิทัลอีโคโนมี"
          เธอเล่าว่า ธปท. อยู่ระหว่างดำเนินตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 3 (ปี 2559-2563) ซึ่งเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในนั้นมีเรื่องระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นถ้าไม่เกิดประเทศไทยจะด้อยกว่าคนอื่นอีกไกล
          พร้อมกับฉายภาพว่า ที่ผ่านมา ธปท.ปูทางวางโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินมาเป็นระยะ ๆ ผ่านการทำโรดแมประบบชำระเงิน 3 ฉบับ (ปี 2545-2559) จนวันนี้มีมาตรฐานกลางชำระเงินของสถาบันการเงินกับภาคธุรกิจ มีสำนักงานระบบชำระเงิน (PSO) ที่จัดตั้งโดยสมาคมธนาคารไทย และภายในปี 2559 จะเดินหน้าสร้างระบบมาตรฐานกลางเพื่อสนับสนุน e-Business ให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง การออกใบกำกับภาษี การชำระเงิน การบริหารสินค้าคงคลัง การออกใบเสร็จรับเงิน และเก็บภาษีที่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร เชื่อมภาพใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัลที่รัฐบาลวางไว้
          โดยระหว่างนี้ ธปท.ได้ผลักดันร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระบบชำระเงิน พ.ศ. ...ซึ่งส่งไปที่กระทรวงการคลังแล้ว และคาดว่าน่าจะได้รับการพิจารณาส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สู่กระบวนการทำเป็นกฎหมายต่อไป
          สาระสำคัญของกฎหมายคือจะให้อำนาจ ธปท.กำกับ ตรวจสอบ ให้ใบอนุญาต (ไลเซนส์) กำหนดหลักเกณฑ์และสร้างระบบคุ้มครองผู้ใช้บริการการชำระเงิน เช่น การโอนเงิน การชำระดุลไม่ให้ถูกยกเลิกหรือเพิกถอนกรณีเกิดการล้มละลาย คนซื้อบัตรเติมเงินต่าง ๆ จะได้เงินคืนเต็มจำนวนที่เหลืออยู่ ถ้าธุรกิจเจ๊ง มีการป้องกันความเสี่ยงในระบบ คุ้มครองเงินรับล่วงหน้าของผู้ถือเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เป็นต้น
          ตลาด 60 ล้านคน สู่ 600 ล้านคน
          ส่วนขั้นต่อไปคือการขยายไปสู่ระดับภูมิภาค ให้สามารถใช้ระบบกลางร่วมกัน เพราะการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ตลาดจะขยายจาก 60 ล้านคนไปสู่ 600 ล้านคนในอาเซียน ที่ผ่านมา ธปท.จึงผลักดันให้เกิดการจัดตั้งเครือข่ายการชำระเงินเอเชี่ยน (APN) ซึ่งปัจจุบันมีแบงก์ในประเทศที่เข้าร่วมเพียง 6 แห่ง แต่ในอนาคตเมื่อเกิดมาตรฐานกลางในเครือข่าย APN ก็น่าจะทำให้เกิดมัลติแบรนด์และ ซื้อขายด้วยสกุลเงินท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งปัจจุบัน ธปท.ทำไว้แล้วกับเงินหยวนของจีน เงินริงกิต มาเลเซีย และเร็ว ๆ นี้น่าจะเห็นเกิดขึ้นกับเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย
          เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปและภาคธุรกิจค้าขายชำระเงิน สะดวกด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
          ส่วนการผลักดันใช้ชิปการ์ดภายในเดือน พ.ค. 2559 ที่เห็นแบงก์ต่าง ๆ ปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์หลักนั้น ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในแผนงานการเข้าสู่ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน
          "สิ่งที่อยากเห็นคือ เกิดมาตรฐานระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร คนซื้อของ ขายของ สามารถใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ใบเดียวคีย์ข้อมูลทีเดียว แล้วออกมาเป็น e ต่าง ๆ เช่น e-Invoicing e-Receipt e-Tax ซึ่งสะดวก ลดความผิดพลาดบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้กระดาษด้วย"
          แบงก์ไทยแกร่งกว่าที่เห็นนอกจากนี้ เธอยังให้ความมั่นใจว่าตลอดเวลากว่า 10 ปี ที่ ธปท.มีแผนพัฒนา ระบบสถาบันการเงินระยะที่ 1-2 (ปี 2547-2557) แบงก์ไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น พิสูจน์ได้จากแบงก์ไทยสามารถผ่านบิ๊กบัมป์มาได้ถึง 2 ครั้ง ทั้งจากวิกฤตซับไพรม ปี 2552 น้ำท่วมใหญ่ในประเทศปี 2554 ซึ่งจีดีพีติดลบแต่แบงก์ยังนิ่ง ยังมีกำไร วันนี้ แบงก์ไทยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ในระดับสูงมาก แม้ว่าแบงก์รายเล็ก-กลางยังมีต้นทุนระดมทุนสูงกว่าแบงก์ใหญ่ แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องแข่งกันในเรื่องประสิทธิภาพ ส่วนแผนระยะที่ 3 (ปี 2559-2563) ตอนนี้ได้ส่งให้ รมว.คลังพิจารณาเพื่อนำเข้าสู่ ครม.แล้ว
          ระบบยังนิ่ง 3 แบงก์ปล่อยกู้เจ๊ง
          ส่วนประเด็น 3 แบงก์เจ้าหนี้ บมจ. สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ได้แก่ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารทิสโก้ เธอบอกว่า ธุรกิจโตได้ ตายได้ เกิดใหม่ได้ แต่สิ่งสำคัญ เราดูแล้วว่าแบงก์ยังเข้มแข็งและปัญหานี้ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศ ที่ผ่านมา ธปท. ดูอย่างใกล้ชิด ดูมาเป็นปี พูดคุยกับทั้ง 3 แบงก์ตลอด มาถึงวันนี้เมื่อลูกหนี้ของเขาเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ แบงก์ก็รายงานความคืบหน้า มา ส่วนเรื่องกันสำรอง แต่ละแบงก์ตกลงและยินดีจะทำเพิ่ม แม้แต่ทิสโก้ก็ตั้งสำรอง 100% เพราะเขามีกำไร นำกำไรมาตั้งสำรอง ทั้งที่ ธปท.ไม่ให้หักหลักประกันของบริษัทที่อังกฤษด้วยซ้ำ
          "ผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศ ไม่ต้องกังวล เพราะหนักกว่านี้ ตามที่ ธปท. เคยทำ Stress Test (แบบทดสอบในภาวะวิกฤต) คือ หากจีดีพีติดลบ 4% ตลาดหุ้นร่วง 20% BIS Ratio ก็ยังสูงอยู่ ดังนั้น จึงไม่มีอะไร ต้องกังวล" ทองอุไรยิ้มปิดท้ายการสัมภาษณ์