ไอเน็ตดัน"คลาวด์"รายได้หลักรับสิทธิบีโอไอลดต้นทุนบริการ

ภาครัฐยังไม่ขอความเห็น "ซิงเกิล เกตเวย์"
          ไอเน็ต ย้ำวิชั่นมุ่งอินฟราสตรักเจอร์ ดัน"คลาวด์ เซอร์วิส" รายได้หลัก เผยผ่านเกณฑ์ "บีโอไอ" ได้สิทธิส่งเสริมลงทุนกิจการคลาวด์รายแรกในไทย หนุนต้นทุนลด พร้อมเผยแผนสร้างดาต้า เซ็นเตอร์ไซต์ที่ 3 ปีหน้า คาดลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท
          นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการ ผู้จัดการ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางของบริษัทจากนี้คือการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่ครอบคลุมถึงระดับแพลตฟอร์ม
          โดยนอกจากการเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายของประเทศแล้ว ยังจะมุ่งพัฒนาความมั่นคงปลอดภัยบน คลาวด์ ซึ่งอยู่ระหว่างการทำ "ซีเคียวริตี้ ออน คลาวด์" เพื่อดูแลระบบความปลอดภัยให้ลูกค้า 24 ชั่วโมง
          นอกจากนี้ จะผลักดันการให้บริการคลาวด์ ได้แบบ "แอส อะ ยูทิลิตี้" ที่ลูกค้าใช้บริการและการคิดค่าใช้จ่ายได้แบบเดียวกับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั่วไป โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบหลังบ้านให้รองรับการให้บริการ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาราว 3 ปี
          นอกจากนี้ ปีหน้าบริษัทยังมีแผนลงทุนสร้างดาต้า เซ็นเตอร์แห่งที่ 3 ในต่างจังหวัด ไม่ต่ำกว่า 3,000 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 1,500 ล้านบาทจากปัจจุบันมีดาต้า เซ็นเตอร์ 2 แห่งในกรุงเทพฯ พื้นที่ให้บริการรวม 2,700 ตารางเมตร
          "เราเชื่อว่าคลาวด์จะเป็นสิ่งสำคัญเหมือนระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต้องใช้ และมีระบบการคิดเงินที่ใช้เท่าไรก็จ่ายไปเท่านั้น และเราก็คาดหวังว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้บริการให้ความไว้วางใจ ขณะที่ดาต้า เซ็นเตอร์ก็เป็นเทรนด์ของตลาดที่ต้องลงทุนเพื่อให้รองรับการใช้งานของลูกค้าที่ทั้ง 2 ไซต์ในขณะนี้ยังรองรับความต้องการของลูกค้าได้ แต่สิ่งสำคัญคือช่วยกระจายความเสี่ยงกรณีที่ทั้ง 2 ไซต์ไม่สามารถทำงานได้"
          ได้รับส่งเสริมบีโอไอ
          นางมรกตเผยว่า เดือน พ.ค.ผ่านมา ไอเน็ตยังเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายแรกในไทยที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกิจการคลาวด์ จาก บีโอไอ ที่ถือเป็นการตอบรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลที่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าในการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์คลาวด์จากต่างประเทศ และเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้บริษัทไม่ต่ำกว่า 20%
          "ที่ได้บีโอไอเพราะเราทำมาตรฐานสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละมาตรฐานต้องใช้เวลา และการพัฒนาค่อนข้างนาน ซึ่งไอเน็ตมีส่วนแบ่งในตลาดตลาวด์แบบเช่าใช้ผ่านเทคโนโลยีของวีเอ็มแวร์ราว 30% ติดอันดับหนึ่งในสามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"
          ปัจจุบันธุรกิจคลาวด์สร้างรายได้แล้วราว 40% ส่วนบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีสัดส่วนรายได้ราว 20% และให้บริการดาต้า เซ็นเตอร์อีกราว 20% ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจทั่วไป
          ไอเน็ตคาดว่ารายได้ปีนี้เติบโตขึ้นราว 30% จากปีก่อนหน้ามีรายได้ที่ 520 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีที่ผ่านมามีรายได้แล้ว 260 ล้านบาท โดยเฉพาะจากการให้บริการคลาวด์ที่เติบโตเป็นเท่าตัว
          อาจใช้คำคลาดเคลื่อน
          ส่วนแนวคิดการทำ "ซิงเกิล เกตเวย์" ของภาครัฐ ในฐานะผู้ประกอบการ เธอมองว่า อาจเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของการใช้คำ เพราะในทางเทคนิคการรวมเกตเวย์ให้เหลือช่องทางเดียวเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีที่ต้องทำให้เกิดความหลากหลายของช่องทาง เพื่อบริหารความเสี่ยง หากเกิดกรณีที่ช่องทางใดช่องทางหนึ่งเชื่อมต่อไม่ได้ และถือเป็นความมั่นคงของประเทศอย่างหนึ่ง
          ปัจจุบัน ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ได้รับใบอนุญาตเชื่อมต่อต่างประเทศ (มีโครงข่าย) ประมาณ 9 รายหลัก เช่น กสท, ทีโอที, ทรู และจัสเทล
          ทั้งยังอาจเป็นการสร้างความผูกขาดในโลกของการแข่งขันที่ความหลากหลายจะทำให้คุณภาพในการให้บริการดีกว่า และเกิดการแข่งขันราคาทำให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการในราคาที่ถูกลง
          อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ภาครัฐยังไม่ได้ขอความร่วมมือหรือความเห็นใดๆ จากบริษัท รวมถึงยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดในสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยที่ได้เข้าไปมี ส่วนร่วมเสนอในประเด็นดังกล่าว
          ทั้งนี้ กระแสการต่อต้านการจัดทำซิงเกิล เกตเวย์ มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การรณรงค์ล่าชื่อต่อต้านการตั้งซิงเกิลเกตเวย์ โดย www.change.org ที่เริ่มขึ้นวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา ถึงวานนี้ (28 ก.ย.) เวลา 16.30 น. มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้ว 72,928 คน