ไอซีทีดัน"ภูเก็ต-เชียงใหม่"ต้นแบบสมาร์ทซิตี้

 
          "ไอซีที"สานแผนดิจิทัลอีโคโนมี เร่งเสริม แกร่งเอสเอ็มอีไทย พัฒนาอีคอมเมิร์ซ หนุนผู้ประกอบการ  ชู"ภูเก็ต-เชียงใหม่" ต้นแบบสมาร์ทซิตี้ ดัน"ภูเก็ต"ศูนย์กลาง บ่มเพาะสตาร์ทอัพ ดันไทยดิจิทัลฮับ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จ่อดึง งบแทบเล็ต 3 พันล้านหนุน  ด้าน"เฟซบุ๊ค" ยกไทยเติบโตสูง ใช้สมาร์ทโฟนดูข้อมูลข่าวสาร ชี้"โมบาย"ปฏิวัติโลกธุรกิจ ดัน ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
          งานสัมมนา Consumer Insight การตลาดยุคใหม่"ต้องเข้าใจ"ผู้บริโภค นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวปาฐกถาหัวข้อ"ยกระดับ IT ก้าวเข้าสู่ Smart Thailand" ดำเนินรายการโดย นายสุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริหารและกองบรรณาธิการ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป
          นายอุตตม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความ สำคัญมากกับการพัฒนาเชิงดิจิทัล ทั้งส่วน การทำงานภาครัฐ การส่งเสริมผู้ประกอบการ ภาคเอกชน รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิต ประชาชน
          "ภายใน 3 เดือนแรกนี้ โรดแมพการ พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลต้องชัดเจน ขณะเดียวกันบุกเบิกโครงการนำร่องที่สามารถ นำไปต่อยอดได้จริง" โดยพันธกิจสำคัญที่ต้องเกิดเช่นการ พัฒนาอีคอมเมิร์ซ ซึ่งครอบคลุมแพลตฟอร์มแห่งชาติด้านอีเพย์เมนท์ คู่ขนานไปกับสร้างความเชื่อมั่นการันตีโดยรัฐ พร้อมเร่งสานต่อโครงการด้านการศึกษา ผลักดันให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทุกชุมชนหมู่บ้าน รวมไปถึงโรงเรียนบริเวณพื้นที่ชายขอบภายในปี 2559
          พร้อมกันนี้ ยังเร่งเพิ่มศักยภาพธุรกิจ เอสเอ็มอี ยกระดับบริการภาครัฐ ขณะที่โครงการ ต้นแบบด้านสมาร์ทซิตี้ มองไว้ 2 เมือง คือ เชียงใหม่และภูเก็ต
          จุดพลุสตาร์ทอัพ
          นายอุตตม กล่าวว่าหนึ่งในงานสำคัญจากนี้ จะมุ่งบ่มเพาะผู้ประกอบการหน้าใหม่ด้านเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) โดยผลักดันให้ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการบ่มเพาะ ผลักดันให้ไทยเป็น "ดิจิทัลฮับ" ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แผนการขับเคลื่อนนอกจากการผลักดันที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ เตรียมดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนด้วย
          "ที่ผ่านมายอมรับว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วไทยมีปัญหาขาดแหล่งเงินทุน ประเด็นนี้สำคัญอย่างมาก ต้องแสดงให้นักลงทุน เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ คุ้มค่าที่จะเข้ามา ดังนั้นอีกหนึ่งบทบาทของภาครัฐ เตรียมเข้าไปช่วยเพิ่มการรับรู้ให้เกิดในวงกว้าง เบื้องต้น ผ่านหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงฯ"
          สำหรับการแก้กฎหมายด้านดิจิทัล กระบวนการขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ทบทวนรายละเอียดหลายๆ ประเด็น ยืนยันทางรัฐบาลมุ่งทำงานเป็นวาระจริงจัง
          อย่างไรก็ดี  ระหว่างนี้ยังเริ่มปูทางทำงานในหลายๆ มิติ เช่น เดินหน้าจัดสรรงบแจกแทบเล็ตที่เหลือประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท มารองรับ โครงการนำร่องภายใต้แผนเศรษฐกิจดิจิทัลดังกล่าว
          ส่วนการป้องกันคอร์รัปชัน นอกจากการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในภาพรวมต้องเริ่มจากเปลี่ยนแนวความคิด การทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมดิจิทัล ธรรมมาภิบาล รวมถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้ ทั้งมีพันธกิจส่งเสริมการใช้งาน เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมให้กับเด็กและเยาวชน
          โมบายปฏิวัติอุตฯ
          นายอามิต ชัวบีย์ หัวหน้าการตลาด ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฟซบุ๊ค กล่าวว่า "โมบาย"ได้สร้างปรากฏการณ์ที่เวลาไพรม์ไทม์คือทุกเวลา เนื่องจากเทรนด์ทุกวันนี้ ปลายนิ้วเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง เช่น บนเฟซบุ๊ค ปัจจุบันมีผู้ใช้ทั่วโลกกว่า 1.49 พันล้านราย จากจำนวนดังกล่าวเข้าถึงผ่านโมบายมากถึง 83%
          "ในประเทศไทยเองต่อวันใช้เวลากับมีเดียผ่านทางสมาร์ทโฟนมากที่สุดเช่นกัน"
          นายอามิต กล่าวว่า โมบายยังสร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบออนดีมานด์ มีการแบ่งปัน ปฏิสัมพันธ์แบบอินเทอร์แอคทีฟ รวมถึงการเข้าถึงที่ต้องทำแบบเฉพาะบุคคล
          ดังนั้นเกิดความท้าทาย คือจะนำข้อมูลที่อยู่บนพื้นที่โซเชียลมีเดียมาใช้ และใช้ให้เข้าถึงเฉพาะบุคคลได้อย่างไร ขณะที่ ทุกวันนี้ ผู้บริโภคยังมีพฤติกรรมเข้าถึงสื่อและจับจ่ายสินค้าผ่านทางหลายหน้าจอไปพร้อมๆ กันด้วย
          พร้อมระบุว่า แค่เกิดการคลิกไม่อาจวัดผลได้ การตลาดมาตรฐานใหม่คอนซูเมอร์จะเป็นผู้ขับเคลื่อน ส่วนภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการ
          เกาะติดเรียลไทม์
          นางสาวอรนุช  เลิศสุวรรณกิจ  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท คอมพิวเตอร์โลจี จำกัด กล่าวว่า หนึ่งในโจทย์สำคัญและความท้าทายของนักการตลาดยุคดิจิทัล คือทำอย่างไรจะบริหาร จัดการข้อมูลบนโลกโซเชียล พร้อมนำมาวิเคราะห์และใช้ให้เกิดประโยชน์กับแบรนด์มากที่สุด สำหรับการวิเคราะห์ต้องประกอบด้วยเครื่องมือ ที่สามารถดึงข้อมูลมาใช้ได้เรียลไทม์ ทำให้เห็นภาพ เข้าใจได้มากที่สุด รวมถึงเข้าถึงความต้องการที่เรียกได้ว่าอินไซต์ ผู้บริโภค มีการตามติดความเคลื่อนไหวในแต่ละวัน เพื่อนำไปสู่การรับฟังความคิดเห็น ต่อยอดสู่การทำความเข้าใจพฤติกรรม เพิ่มการรับรู้ พัฒนาแบรนด์ วางแผนธุรกิจ วางตำแหน่งทางการตลาด วิจัย ฯลฯ
          นอกจากนี้ เชื่อมโยงทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยสรุปยอดไลค์อาจไม่ใช่คำตอบควรเน้น เชิงคุณภาพจากการโพสต์ แสดงความคิดเห็น หรือการโต้ตอบพูดคุยบนไทม์ไลน์มากกว่า
          บิ๊กดาต้าสร้างจุดต่าง
          นายกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ไอบีเอ็มมีมุมมองว่า "ข้อมูล" คือหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติ มุมธุรกิจหากสามารถนำมาใช้ได้เหมาะสมย่อมสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
          ทั้งนี้ แนวโน้มยังคงขยายตัวแบบก้าวกระโดด โดยภายใน 5 ปีข้างหน้าหรือปี 2563 มีการคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนดีไวซ์ที่เชื่อมต่อถึงกัน 2 แสนล้านชิ้น ที่เป็นรูปแบบ แมทชีนทูแมทชีน(เอ็มทูเอ็ม) กว่า 1.2 หมื่นล้านชิ้น
          "บิ๊กดาต้าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกๆ อุตสาหกรรม เป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องตัดสินใจว่า จะเริ่มทำเพื่อเตรียมความพร้อม หรือ สร้างจุดต่างการแข่งขันหรือไม่อย่างไร"
          ผลสำรวจระบุว่า บิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ข้อมูลมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อทั้งการพัฒนาสินค้าและบริการเชิงนวัตกรรม ยกระดับการบริหารจัดการภายในองค์กร เปิดทางให้เกิดแนวคิดรวมถึงการพัฒนาบิสสิเนสโมเดลใหม่ๆ
          เข้าใจลูกค้า360องศา
          นายกิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า การเข้าใจข้อมูลเป็นเรื่องไม่ง่าย หน่วยงานทางด้านไอทีและการตลาดต้องทำงานร่วมกัน ทุกวันนี้ลูกค้ามาจากทุกทิศทาง โดยช่องทางโมบายมีโอกาสสูงสุดเนื่องจากโดยเฉลี่ยแต่ละวันมีการมองมือถือ 150 ครั้ง
          ข้อมูลชี้ว่า ในช่วง 3 ปี องค์กรที่ให้ ความสำคัญกับการนำบิ๊กดาต้าและ วิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ มีโอกาสก้าวนำ คู่แข่งพร้อมสร้างการเติบโตรายได้มากกว่าบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ไม่ได้ใช้กว่า 36%
          อย่างไรก็ดี ความท้าทายนักการตลาด คือ ทำอย่างไรจะเข้าถึงลูกค้าได้ทุกช่องทาง ถึงวันนี้ต้องเข้าถึงทุกแง่มุมแบบ 360 องศา นำข้อมูลจากที่พวกเขาแสดงความคิดเห็นถึงบริษัทจากทุกทางมาวิเคราะห์ จากนั้นทำความเข้าใจพฤติกรรมและทำนายความเป็นไปในอนาคต
          พร้อมระบุว่า มีการคาดการณ์ ภายในปี2561 เม็ดเงินการใช้จ่ายด้าน ไอทีจากฝ่ายการตลาดจะมากกว่าที่ใช้ในฝ่ายไอที