นายชิต เหล่าวัฒนา กรรมการ บมจ.ทีโอที เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 กันยายน 2558 นี้ ทีโอทีมีนัดประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) โดยมีวาระสำคัญเรื่องการหาพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินการเลือกพันธมิตรให้ได้ภายในวันที่ 16 กันยายน เพราะหากเวลาล่วงเลยเกินเดือนกันยายน สัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) จะสิ้นสุดลง รวมทั้งไทยก็จะเข้าสู่การประมูล 4จี บนคลื่นความถี่ย่าน 1800  MHz และ900  MHz ซึ่งอาจส่งผลให้สถานีฐานใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 1900 MHz เพื่อให้บริการ 3จี ที่ทีโอที มีแผนจะดำเนินธุรกิจร่วมกับพันธมิตรมีมูลค่าจากการประเมินทรัพย์สินที่ลดลงได้
          นอกจากนี้จากการประเมินพบว่าการบริการ 3จี ของทีโอทีที่ขณะนี้มีลูกค้า 4-5 แสนราย หากไม่มีการใช้งานเพื่อเพิ่มการให้บริการของสถานีฐาน จะมีอัตราการด้อยค่าของทรัพย์สินที่อัตราวันละ 13  ล้านบาท หรือปีละ 10,000 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตามการหาพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นไปตามคำสั่งของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โดยมี 6 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานให้บริการให้เช่าเคเบิลใยแก้วนำแสงและวงจรสื่อสัญญาณ 2.กลุ่มเสาโทรคมนาคม ดำเนินธุรกิจให้บริการเช่าใช้พื้นที่สำหรับติดตั้งสายส่งสัญญาณ จานรับส่งสัญญาณโทรคมนาคม และอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง 3.กลุ่มอินเตอร์เนตเกตเวย์และเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ 4.กลุ่มโทรศัพท์ ดำเนินธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ครบวงจร 5.กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และอินเตอร์เนต บรอดแบนด์ ดำเนินธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ สื่อสารแบบมีสายหรือไร้สาย และ 6.กลุ่มบริการด้านไอที ไอดีซี คลาวด์ ดำเนินธุรกิจอินเตอร์เนตศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซ็นเตอร์)
          โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการที่เสนอตัวเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับทีโอที 5 ราย ได้แก่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส), บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น, บมจ. ล็อกซเล่ย์ และ บริษัท โมบายแอลทีอี จำกัด