การจัดตั้งบรอดแบนด์แห่งชาติ เป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล แต่หลังปรับคณะรัฐมนตรีจะเปลี่ยนไปอย่างไรต้องติดตาม
          เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้จัดเสวนาเรื่อง "การพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์ เพื่อฐานรากเศรษฐกิจดิจิทัลไทย" เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางการเดินหน้าบรอดแบนด์แห่งชาติที่ควรจะเป็น
          "ธีรรัตน์ ปัณฑรสูตร" กรรมการ ผู้จัดการ บมจ.ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น กล่าวว่า ปัจจุบันโครงข่ายสายสัญญาณในไทยมีอยู่ 3.1 แสนกิโลเมตร เป็นของภาครัฐที่มีทั้งสร้างเอง และจากการให้สัมปทานเอกชน 2.1 แสนกิโลเมตร ที่เหลือสร้างโดยเอกชน ครอบคลุม 76% ของตำบลในประเทศ และใช้งานได้นานอีก 5 ปีจากนี้
          ขณะที่โครงข่ายไร้สายปัจจุบันแทบครอบคลุมทุกหมู่บ้านแล้ว แต่มาจากการลงทุนที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก ถ้าปล่อยต่อไปจะเป็นการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลือง
          "ไม่ต้องการให้ลงทุนซ้ำซ้อนอีกต่อไป ตอนนี้รัฐและเอกชนต่างต้องการมีโครงข่ายของตนเอง วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือ ตั้งบริษัทกลางขึ้นมารวบรวมโครงข่ายในประเทศ เพื่อให้รัฐและเอกชนแต่ละรายเช่าใช้ตามความจำเป็น จะช่วยประหยัดต้นทุนการขยายโครงข่ายถึง 300% ซึ่งราคาที่ให้ทุกคน เช่าใช้ต้องสมเหตุสมผลด้วย เราเองก็พร้อมนำสายไฟเบอร์ออปติกที่มีกว่า 10,000 กม. เข้าไปร่วมกับบริษัทกลางนี้"
          "ธีรรัตน์" ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้บรอดแบนด์แห่งชาติสำเร็จ คือต้องกำหนดราคากลางสำหรับผู้บริโภคด้วย หากโครงข่าย ไฟเบอร์ออปติกในไทยครอบคลุมเกินครึ่ง ของประเทศ ก็จะให้บริการความเร็ว 30 Mbps ที่ราคา 300 บาท/เดือนได้ อย่างสิงคโปร์ ให้บริการ 100 Mbps ราคาเพียง 800-900 บาท/เดือน แต่ในไทยความเร็วเท่านี้ต้องเสียค่าบริการถึง 5,000 บาท/เดือน ถ้าจะให้ราคาลด หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาแทรกแซง เช่น ช่วยลงทุนเพื่อให้ต้นทุนของเอกชนถูกลง
          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเข้ามา สนับสนุนการรับชมทีวีดิจิทัลของ กสทช. ด้วยการแจกคูปองส่วนลดเครื่องรับทีวีเพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนได้ง่ายขึ้น
          สำหรับ "ซิมโฟนี่" ปัจจุบันให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกระดับพรีเมี่ยม ตอบโจทย์ลูกค้าองค์กร เรื่อง "ราคา" จึงไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขัน เพราะกลุ่มลูกค้าเลือกจากประสิทธิภาพเป็นหลัก
          ด้าน "อนันต์ แก้วร่วมวงศ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีเอส ล็อกซอินโฟ กล่าวว่า การใช้บรอดแบนด์แห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องหาจุดที่บริการนี้เข้าไปตอบโจทย์ ก่อน เช่น จัดทำเพื่อการศึกษา หรือสาธารณสุข เนื่องจากในเชิงวิศวกรรม ความจุของโครงข่ายในขณะนี้ยังเพียงพอที่จะใช้งานไปอีก 5 ปี แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนเทคโนโลยี เช่น ใช้สายไฟเบอร์ออปติก ดังนั้นถ้ารู้ถึงปัญหาของผู้ใช้บรอดแบนด์ การพัฒนาโครงข่ายจะตรงจุดมากขึ้น
          ส่วนเรื่อง "ราคา" ต้องเข้าไปดูผู้กำกับกิจการนี้ เนื่องจากบริการอินเทอร์เน็ตอยู่ในการดูแลของ กสทช. ซึ่งไม่ได้ขึ้นตรงกับภาครัฐ ทำให้การใช้นโยบายของรัฐบาลเข้าไปควบคุม "ราคา" ค่อนข้างยาก ดังนั้น การย้ายกลับมาให้หน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้ามาดูแลน่าจะสมเหตุ สมผลกว่า เพราะช่วยให้การปรับราคา รวมถึงการวางมาตรฐานความเร็วง่ายขึ้น ทำได้ตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล
          "ตอนนี้ผู้บริโภคใช้อินเทอร์เน็ตเข้าชมวิดีโอเป็นอันดับต้น ๆ ของการใช้งาน การรับชมวิดีโอได้ต่อเนื่องจำเป็นต้องมีความเร็วอินเทอร์เน็ต 4-5 Mbps แต่ในอนาคตวิดีโอเหล่านี้จะมีความละเอียดมากขึ้น ทำให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตควรเพิ่มเป็นอย่างน้อย 6-10 Mbps เพื่อรองรับการที่ภาครัฐจะจัดทำบรอดแบนด์แห่งชาติ ควรมองว่า อินเทอร์เน็ตเป็นโครงสร้าง พื้นฐานเหมือนน้ำประปาหรือไฟฟ้าที่เข้ามา มีบทบาทในการพัฒนาเต็มที่ ไม่เหมือนปัจจุบันที่ให้เอกชนสร้างเพียงอย่างเดียว"
          อย่างไรก็ตาม การรวมกันสร้างบริษัทกลาง เพื่อดูแลระบบโครงข่ายจะต้องบริหารถึง Last Mile ไม่ใช่แค่อยู่ในส่วนสายสัญญาณหลัก (Back Bone) เพื่อให้ผู้บริโภคมี สิทธิ์เลือกใช้งานได้หลากหลาย หรืออาจวางโครงข่ายผ่านเส้นทางรถไฟที่มีแผนสร้างทั่วประเทศก็ได้ ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อ ระหว่างประเทศ หรือ International Gateway เป็นอีกส่วนที่มีผลต่อการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เพราะผู้บริโภคเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ดูแลความมั่นคงปลอดภัยทำได้ยาก
          "อธิป อัศวานนท์" กรรมการบริหาร และเลขาธิการสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การผลักดันเรื่องไอซีทียังไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น เสียตำแหน่งศูนย์กลางด้านอินเทอร์เน็ตให้มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทำให้ทั้งคู่มีเซิร์ฟเวอร์ของเฟซบุ๊ก และ กูเกิล ซึ่งเป็นบริการที่คนไทยใช้มากที่สุด
          ขณะเดียวกันการผลักดันจากภาครัฐไม่มีนโยบายชัดเจน ยังทำให้ประเทศไทย ตกอยู่ในอันดับ 61 ของโลกเรื่องการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต อ้างอิงจากข้อมูลในการประชุม World Economic Forum แม้ฝั่งเอกชนจะขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตจนครอบคลุมเกือบทุกหมู่บ้านแล้วก็ตาม
          "นโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติ เปรียบได้ กับการสร้างสนามบิน แต่ไม่ได้มองการจัดการเที่ยวบินก่อน เวลาคนไทยจะใช้เว็บไซต์นอกประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก และกูเกิล สัญญาณอินเทอร์เน็ตต้องวิ่งไปที่สิงคโปร์ก่อน จากนั้นไปที่ฮ่องกง, ญี่ปุ่น และไปจบที่อเมริกา ดังนั้นหากลดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศได้ หรือพยายามคุยกับเฟซบุ๊ก และกูเกิลให้มาตั้งเซิร์ฟเวอร์ย่อยในไทย ซึ่งสมาคมกำลังคุยอยู่ จะช่วยย่นระยะทางรวมถึงได้ ค่าผ่านทางด้วย ภาครัฐต้องลงมาศึกษาเรื่องนี้จริงจัง หรือแค่ศึกษาข้อมูลของสิงคโปร์ และมาเลเซียว่าเขาทำอย่างไร"
          "อธิป" กล่าวอีกว่า การประมูลคลื่นความถี่ 900 และ 1800 MHz เพื่อนำไปให้บริการ 4G ในไทยมีราคาสูงกว่าประเทศอื่นในเอเชีย เทียบกับจีดีพีในแต่ละประเทศ ซึ่งราคาค่าบริการสูงขึ้นตามต้นทุนคลื่น ทำให้ผลกระทบสุดท้ายตกอยู่กับประชาชน ดังนั้น การพิจารณาประมูลคลื่นครั้งต่อไปควรพิจารณาเรื่องการตั้งราคา รวมถึงรูปแบบ ให้สมเหตุสมผลกับการใช้งาน ไม่ใช่จัดประมูลเพื่อหาเงินเข้ารัฐอย่างเดียว