กลุ่มทรู ชิงดำ 2 ไลเซนส์ย้ำผู้นำครบวงจรดันไทย"ฮับ"ดิจิทัล

          ทิ้งภาพน้องเล็กในสมรภูมิธุรกิจสื่อสารให้กลายเป็นอดีตไปแล้วอย่างสิ้นเชิง โดยการประกาศตัวเป็นผู้นำบริการ 4G ทั้งในแง่ฐานลูกค้า และความพร้อมของเครือข่าย พร้อมบทบาทในการเป็น ผู้ให้บริการสื่อสารครบวงจรที่พร้อมขับเคลื่อน ประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลในอาเซียน

          ไม่เพียงเท่านั้น แม่ทัพกลุ่มทรูยังประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า ต้องการได้คลื่น 900 และ 1800 MHz ที่จะประมูลในเดือน พ.ย.นี้ด้วย

          "ศุภชัย เจียรวนนท์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่นกล่าวว่า โครงข่ายโทรศัพท์มือถือของกลุ่มทรูค่อนข้างพร้อม เพราะมีทั้งคลื่น 2100 MHz ที่มี 15 MHz จากการประมูลเมื่อ 3 ปีก่อน และคลื่น 850 MHz ที่ซื้อความจุต่อจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม 80% ของโครงข่าย ซึ่งสองคลื่นนี้นำมาให้บริการ 4G และ 3G แต่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจะให้ความสำคัญกับการประมูลคลื่น 900 และ 1800 MHz มาก

          "เราสนใจทั้งสองคลื่น และจะสู้เต็มที่แม้ทรูจะเป็นผู้นำเรื่อง 4G มีส่วนแบ่งตลาด 4G กว่า 80-90% แต่การมีคลื่นมากขึ้นจะทำให้การใช้โมบายอินเทอร์เน็ตของลูกค้าเร็วขึ้น แม้ว่าราคาในการประมูลครั้งนี้ จะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศละแวกนี้ อย่างสิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม"

          หากเทียบราคาต่อ MHz จะสูงกว่าเป็นเท่าตัว และที่สำคัญกว่าการประมูลต้อง ไม่หยุดแค่ความถี่ 900 และ 1800 MHz แต่ควรนำคลื่นอื่น เช่น 2600 MHz ที่มี 120 MHz มาประมูลด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโทรคมนาคมไทย

          โดยในการประมูลครั้งนี้ กลุ่มทรูได้รับการสนับสนุนจาก "ไชน่าโมบาย" พาร์ตเนอร์หลัก (ถือหุ้น 18%) พร้อมสนับสนุนเรื่องเงินทุน หากได้คลื่นดังกล่าวมาก็จะนำมาให้บริการ 4G แน่นอน ซึ่งจะสามารถติดตั้ง ระบบได้เร็ว เพราะโครงข่ายที่ลงทุนไปรองรับได้ทุกคลื่นความถี่

          "การแข่งขันระหว่างโอเปอเรเตอร์ด้วยกันหลังการประมูลจบลงจะหนักขึ้น เมื่อทุกรายมีอาวุธเหมือนกัน การแย่งชิงลูกค้า 4G ก็จะมากขึ้น หากลูกค้าที่ใช้บริการของทรู 80-90% จะลดลงก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก"

          ปัจจุบันมีฐานลูกค้าโทรศัพท์มือถือ 23 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นรายเดือน 4.2 ล้านเลขหมาย ในจำนวนนี้มีลูกค้าที่ใช้ 4G อยู่ 1.7-1.8 ล้านเลขหมาย และในสิ้นปีนี้ตั้งเป้ามีลูกค้าใช้ 4G ที่ 2 ล้านเลขหมาย ด้วยการจัดทำแพ็กเกจบริการและสมาร์ทโฟน เฮาส์แบรนด์ กระตุ้นให้เกิดการใช้มากขึ้น รวมถึงนำกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ที่ให้ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเข้าถึงบริการอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น

          "วันนี้เราขึ้นเป็นผู้นำในบริการ Smart Digital Life ซึ่งคอนเวอร์เจนซ์เป็นหนึ่งในตัวช่วยให้เกิดการขายมากขึ้น และรักษาลูกค้าได้ด้วย เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการแค่บรอดแบนด์ แต่อยากได้โซลูชั่นที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล คำว่า Smart Digital Life ผู้บริโภครับรู้ได้จากบริการที่เรามี ซึ่งเราจะแสดงให้เห็นว่าบริการต่าง ๆ นำไปทำอะไรได้บ้าง"

          "ตั้งแต่ทำธุรกิจมาเราลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ล่าสุดลงทุนเครือข่ายไฟเบอร์ทูโฮมอีก 2.3 หมื่นล้าน เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งาน 10 ล้านครัวเรือน ภายในปี 2560 หรือครึ่งหนึ่งของครัวเรือนในประเทศ จากปัจจุบันครอบคลุม 6 ล้านครัวเรือน อยู่ในกรุงเทพฯ 4.5 ล้านครัวเรือน"

          ขณะเดียวกัน "ศุภชัย" มองว่า การประมูลคลื่นความถี่ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศด้วย นอกจากทำให้ตลาดสื่อสารกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะภาครัฐสามารถนำเงินที่ได้จากการประมูลไปพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานที่จำเป็น หรือนำไปอัดฉีดอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อเดินตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล

          "นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลควรเดินต่อไป แผนเดิมวางมาค่อนข้างดี ต้องนำทั้งภาครัฐ และเอกชนเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อน นโยบายนี้มากขึ้น เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ทุกวันนี้ มหานครทั่วโลกต่างมุ่งหน้าสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ เชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกันด้วยอินเทอร์เน็ต ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและมีคุณภาพ ทั้งด้วย 3G 4G ไวไฟ และไฟเบอร์ออปติก ซึ่งทรูเป็นผู้ให้บริการครบวงจร จึงเป็นหน้าที่ในการช่วยผลักดันและกระตุ้นให้ประชาชนและองค์กรต่าง ๆ เห็นความสำคัญ เพื่อให้ก้าวทันประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก"

          "ศุภชัย" ย้ำว่า ด้วยเหตุนี้ดิจิทัลอีโคโนมี จึงมีความสำคัญ เพราะทุกอย่างเป็นดิจิทัลแล้ว การใช้ดิจิทัลอีโคโนมีมาพัฒนาประเทศจึงมีความจำเป็น

          "ทีมเศรษฐกิจตอนนี้ ผมว่าน่าจะดีที่สุด เท่าที่เคยมีมาแล้ว และน่าจะช่วยให้ประเทศไทยตั้งรับในช่วงที่เศรษฐกิจทรุดและฟื้นกลับมาดีอีกครั้งได้ ทีมชุดก่อน ผมว่าเขามีหน้าที่มาปรับฐานเศรษฐกิจใหม่ ให้ดีขึ้น"