ทีโอทีคาดรายได้โต60%หวังผลขาดทุนลดลง

         บอร์ดทีโอทีเขย่าโครงสร้างพาองค์กรรอดวางเป้ารายได้ปีนี้โตขึ้น 60% ที่ 33,000 ล้านบาท เน้นฟิกซ์ไลน์ บรอดแบนด์ ข้อมูลดาต้า แจงผลขาดทุนปีนี้ต่ำกว่าที่คาดไว้ 1 หมื่นล้านบาท  เผยงบล่าสุดจบ 4 เดือนแรกทำได้แล้วกว่า 12,000 ล้านบาท เล็งตั้งคณะทำงานตรวจรับทรัพย์สินจากสัมปทานเอไอเอส

          พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ประธานกรรมการ (บอร์ด) บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา การทำงานของบอร์ดชุดนี้มีผลงานที่เห็นเด่นชันมากที่สุดคือการปรับโครงสร้างใหม่ของทีโอที ตามมติคณะกรรมการนโยบายและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่กำหนดให้บริษัทต้องมีธุรกิจที่แข่งขันได้ระยะยาว และรองรับการแข่งขันภาคเอกชนในธุรกิจอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งการปรับโครงสร้างใหม่ส่งผลให้องค์กรมีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการที่ดีขึ้น

          ทั้งนี้ ทีโอทีตั้งเป้าจะมีรายได้ทั้งปี 2558 ราว 33,334 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 29,000 ล้านบาท โดย 60% มาจากรายได้ที่ ทีโอทีดำเนินงานเอง จากการให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ (ฟิกซ์ไลน์) บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) จำนวน 11,200 ล้านบาท ซึ่ง 4 เดือนแรกได้รายได้จากบริการบรอดแบนด์แล้ว 3,800 ล้านบาท และรายได้จากฟิกซ์ไลน์ราว 8,000 ล้านบาท

          อีก 10% จะมาจากการให้บริการสื่อสารข้อมูล (ดาต้า) โดยคาดว่าจะทำรายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และทำให้ผลขาดทุนปีนี้ลดลงจากที่ประมาณการไว้ว่าจะขาดทุนถึง 10,000 ล้านบาท

          ผลการดำเนินงานช่วง 4 เดือน ม.ค.- เม.ย. 2558 ทีโอทีมีรายได้จากการดำเนินงาน 12,243 ล้านบาท ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 20% โดยมีรายได้จากสัมปทานลดลง 42% เหลือ 3,300 ล้านบาท

          ขณะที่ค่าใช้จ่ายปรับลดลงราว 26% อยู่ที่ 10,659 ล้านบาท ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการลดต้นทุนการให้บริการที่ลดลงถึง 38% และการใช้จ่ายที่รอบคอบมากขึ้น ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่างๆ และการลงทุน ทำให้ ทีโอทีมีกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท ซึ่งดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1,747 ล้านบาท

          นอกจากนี้ บอร์ดยังเร่งเตรียมตัวรองรับการสิ้นสุดสัญญาสัมทปทานของบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บนคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยตั้งคณะกรรมการเพื่อรับมอบคืนสินทรัพย์ให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และตั้งคณะทำงานกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการจัดการข้อพิพาทเพื่อให้นำทรัพย์สิน เสา และโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง มาใช้ประโยชน์ ขณะนี้ได้สำรวจที่ตั้งครบทุกแห่งแล้ว อยู่ระหว่างการเปรียบเทียบข้อมูลทั้ง 2 ฝ่าย "ทรัพย์สินของเอไอเอสจะต้องโอนมาเป็นของทีโอที ณ วันที่สิ้นสุดสัมปทานก.ย.นี้ ซึ่งตอนนี้เราดำเนินการอยู่ โดยเสาโทรคมนาคมมีสถานีฐานอยู่ทั้งหมด 13,000 แห่ง และ เอไอเอสส่งตัวเลขในบัญชีมามีอยู่ 12,900 แห่ง ซึ่งเราเองสำรวจและเดินตรวจแต่ละพื้นที่เองพบที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีอีก 3,000 แห่ง ซึ่งตอนนี้เรื่องเสายังอยู่ในอนุญาโตตุลาการ ให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาอยู่ว่าจะต้องทำอย่างไร"

          ขณะเดียวกัน ยังได้เจรจาเกี่ยวกับการใช้งานคลื่นความถี่ที่ทีโอทีมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติด้วย โดยเฉพาะคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเอไอเอสยังมี ความหวังว่ารัฐบาลจะให้ทีโอทีใช้ต่อ รวมถึงคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนการหาพันธมิตร เชิงกลยุทธ์ (สตราทิจิก) น่าจะได้ข้อยุติไม่เกินเดือนก.ค.นี้

          การลงทุนใหม่ในโครงการบรอดแบนด์ 2 ล้านพอร์ตครอบคลุม 7,255 ตำบล ในความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 เมกะบิตที่ใช้งบลงทุน 30,000 ล้านบาท ภายใน 6-7 ปี เริ่มติดตั้ง และให้บริการได้ราวไตรมาส 4 ปีนี้

          ส่วนการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเอฟทีทีเอ็กซ์รองรับความเร็ว 100 เมกะบิต  ติดตั้งไปแล้ว 195,000 พอร์ต ในรอบ 6 เดือน ที่ผ่านมาติดตั้ง 85,000 พอร์ต แบ่งเป็น เขตกทม. 9,000 พอร์ต ขณะที่การสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่จะประชุมคณะกรรมการสรรหาวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย. นี้ คาดว่าจะทำสัญญาจ้างได้ภายในเดือนมิ.ย. จากการพิจารณาคุณสมบัติรอบสุดท้าย 2 คนคือ นายมนต์ชัย หนูสง และนายอานนท์ ทับเที่ยง