กสท ปรับทัพธุรกิจสื่อสารไร้สาย

          จากความต้องการของคณะกรรมการนโยบายกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่ต้องการให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) แบ่งโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับ 6 กลุ่มธุรกิจตามที่คนร.กำหนด อันได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม 2. โครงสร้างเสาโทรคมนาคม 3. บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และเคเบิลใต้น้ำ 4. ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ 5. ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโทรศัพท์พื้นฐานประจำที่ และ 6. บริการไอที ไอดีซี และคลาวด์ นั้น ขณะนี้ กสท โทรคมนาคม ได้เริ่มปรับโครงสร้างแล้วโดยเริ่มจากสายงานสื่อสารไร้สาย ด้วยการปรับให้ "วิโรจน์ โตเจริญวาณิช" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด มาดูแลสายงานสื่อสารไร้สาย โดยหวังว่าในระยะยาวอีก 3-5 ปี รายได้จากกลุ่มธุรกิจนี้จะเป็น รายได้หลักของกสท โทรคมนาคมในสัดส่วน 60% จากเดิมที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 45%

          ลดงานซ้ำซ้อน เพื่อความคล่องตัว

          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการและรักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า การปรับปรุงสายงานสื่อสารไร้สายดังกล่าวก็เพื่อต้องการรวมงานที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์มือถือมารวมอยู่ในสายงานเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ทีมการตลาด ซึ่งแต่ก่อนถูกจัดให้อยู่กับสายงานการตลาดก็นำมารวมอยู่ในสายงานสื่อสารไร้สาย เพื่อให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น และทำงานเป็นทีมเดียวกัน

          นอกจากนี้ ยังต้องการนำโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ที่ กสท โทรคมนาคมมีทั้งหมด อาทิ เสาโทรคมนาคม สถานีฐาน ทั้งหมดรวม 25,000 แห่ง ซึ่งเป็นทรัพย์สินของบริษัทเองเพียง 1,800 แห่ง ที่เหลือเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในสัญญาสัมปทาน นอกจากนี้ ยังมี เสาสถานีฐานของระบบ HSPAจำนวน 10,000 แห่ง อีกด้วย มารวมกัน ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและปูทางไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายในอนาคต อีกด้วย

          "เราต้องการให้กลุ่มธุรกิจนี้เป็นดาวเด่นในการสร้างรายได้ ให้แก่องค์กร ใน 3-5 ปีข้างหน้า จากเดิมที่กลุ่มธุรกิจนี้สร้างรายได้ คิดเป็น 45% ของรายได้ทั้งหมดขององค์กรต้องเพิ่มขึ้นเป็น 60% ให้ได้"

          พร้อมเดินหน้าตามแผนงานเดิม

          ด้านวิโรจน์ โตเจริญวาณิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารไร้สาย กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า สายงานที่ปรับใหม่นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมาโดยหน้าที่ของตนเองคือนอกจากต้องดูแลงานด้าน กลุ่มธุรกิจสื่อสารไร้สาย "my 3G" แล้วยังต้อง ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับ MVNO ( Mobile Virtual Network Operator) รวมถึงต้องดูแลงานเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานที่ทำกับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ที่ยังคงมีอยู่ไปจนถึงปี 2561 ซึ่งแต่เดิมอยู่ในความดูแลของ สายงานด้านกฎหมาย รวมถึงต้องดูแลเรื่องเสาโทรคมนาคม ที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อหวังเป็นผู้ให้บริการเสาโทรคมนาคมในอนาคต อีกด้วย

          ทุ่ม 200 ล้าน ทำตลาด my 3G

          สำหรับแผนการทำตลาด 'my 3G' ของกสท โทรคมนาคม ในปีนี้จะทุ่มงบ 200 ล้านบาท ในการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่องไป ยังกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนคนทำงานรุ่นใหม่ที่ใช้ดาต้า อยู่เป็นประจำ ซึ่งการสร้างแบรนด์ครั้งนี้ นอกจากจะทำให้ลูกค้าสนใจมาใช้บริการเพิ่มขึ้นแล้ว กสท โทรคมนาคม ยังหวังเพิ่ม ความสนใจในกลุ่มดีลเลอร์เพื่อให้มีจำนวนดีลเลอร์ในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดย my 3G จะขยายสถานีฐานเพิ่มขึ้นอีก 500 สถานีฐาน จากเดิมที่มีอยู่ 13,500 สถานีฐาน จะเพิ่มขึ้นเป็น 14,000 สถานีฐาน ซึ่งสถานีฐานที่เพิ่มขึ้นจะเติมเต็มในส่วนพื้นที่ที่มี ความต้องการใช้งานดาต้าหนาแน่นเป็นพิเศษ นอกจากนี้จะดำเนินการปรับปรุงคอลเซ็นเตอร์ และระบบไอทีหลังบ้านเพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าที่เข้ามาสอบถาม หรือเปลี่ยนโปรโมชันได้สะดวกรวดเร็วขึ้น รวมถึงมีการจัดโปรโมชันแพกเกจใหม่ และเพิ่มช่องทางในการเติมเงินมากขึ้น

          กสท ตั้งเป้าลูกค้า my 3G ปีนี้ไว้ที่ 1 ล้านเลขหมาย จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 6 แสนราย คิดเป็นรายได้ 2.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นรายได้ที่มาจากการทำตลาดเอง 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1 พันล้านบาท และรายได้ที่มาจากการขายส่งบริการอีก 2.4 หมื่นล้านบาท แต่เป็นรายได้ที่ไม่เพิ่มขึ้น

          มั่นใจขยาย MVNO เพิ่ม 3 ราย

          ขณะที่การขยาย MVNO ในปีนี้คาดว่าจะได้เพิ่มขึ้นอีก 2-3 ราย หลังจากที่ได้บริษัท สุวิเทค จำกัด ที่จะมาให้บริการ MVNE (Mobile Virtual Network Enabler) ในการทำระบบไอทีหลังบ้าน เช่น บริการด้านระบบบิลลิ่ง การจัดหาอุปกรณ์โครงข่ายบางส่วน การบริหารจัดการ การดำเนินงานให้บริการ การสนับสนุนด้าน ระบบย่อยสถานีฐาน (base station subsystem) และระบบ สนับสนุนการปฏิบัติงาน (operations support systems) รวมทั้งส่วนประกอบโครงข่ายสนับสนุน (back end network) คาดว่า จะสามารถลงนามเซ็นสัญญาได้ภายในเดือนนี้ ด้วยการทำสัญญาร่วมกันเป็นเวลา 10 ปี และต้องวางระบบไอทีให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน ให้สามารถรองรับลูกค้าโทรศัพท์มือถือ my ได้ 5 ล้านเลขหมาย ทำให้จากนี้ไป กสท โทรคมนาคม จะสามารถเดินหน้าขยาย MVNO ได้ตามเป้าหมาย 10 ราย ภายใน 5 ปี อย่างแน่นอน

          โดยภาพรวม กสท โทรคมนาคม จะต้องดำเนินแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้รายได้ปีหน้าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้นั่นคือ 52,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ธุรกิจไร้สายจากการขายส่งคลื่นความถี่ 850 MHz ราว 26,000 ล้านบาท ธุรกิจโทรศัพท์มือถือจาก my 3,300 ล้านบาท ดาต้าคอม สื่อสารข้อมูล และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ 7,500 ล้านบาท ธุรกิจไอที ไอดีซี คลาวด์ 850 ล้านบาท และรายได้จากสัมปทาน 12,000 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดมีรายได้ไม่รวมสัมปทาน 40,000 ล้านบาท กำไรกว่า 1,000 ล้านบาท

          6กลุ่มธุรกิจ กสท โทรคมนาคม

          สำหรับ 6 กลุ่มธุรกิจของ กสท โทรคมนาคม ประกอบด้วย

          1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดำเนินธุรกิจให้บริการแก่ ผู้ประกอบการ ด้วยการให้เช่าเคเบิลใยแก้วนำแสง ให้บริการความยาวคลื่น และวงจรสื่อสัญญาณด้วยการรับประกันคุณภาพ

          2. กลุ่มเสาโทรคมนาคม ดำเนินธุรกิจให้บริการเช่า ใช้พื้นที่สำหรับติดตั้งสายส่งสัญญาณ จานรับส่งสัญญาณโทรคมนาคม และอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง

          3. ก ลุ่มอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ เช่น วงจรเช่าระหว่างประเทศ (ไอพีแอลซี) วงจรส่วนบุคคลระหว่างประเทศ

          4. กลุ่มโทรศัพท์มือถือ ดำเนินธุรกิจให้บริการโทรศัพท์มือถือครบวงจร ทั้งบริการสื่อสารทางเสียงและบริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงเคลื่อนที่

          5. กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ดำเนินธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ สื่อสารแบบมีสายหรือไร้สาย เช่น โทรศัพท์ประจำที่ โทรศัพท์สาธารณะ โทรศัพท์ระหว่างประเทศ บริการบรอดแบนด์ไร้สาย เอฟทีทีเอ็กซ์ เอดีเอสแอล ไว-ไฟ

          6. กลุ่มบริการด้านไอที ไอดีซี คลาวด์ ดำเนินธุรกิจอินเทอร์เน็ตศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซ็นเตอร์) ซึ่ง กสท โทรคมนาคม ต้องปรับแผนโครงสร้างของธุรกิจให้ตรงกับที่คนร.กำหนด โดยขณะนี้ได้เริ่มปรับในส่วนของสายงานโทรศัพท์มือถือหรือสายงานสื่อสารไร้สายเรียบร้อยแล้ว