แคท เร่งปลดล็อกธุรกิจปั๊มรายได้รับเงินอภิดีลทรู3.4หมื่นล.-ตั้งบ.ร่วมทุน ดีแทค

          

          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) เปิดเผยว่า เพิ่งบรรลุข้อตกลงร่วมกันกับกลุ่มทรูเกี่ยวกับการชำระเงินตามสัญญาธุรกิจรูปแบบใหม่ บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เทคโนโลยี HSPA คลื่น 850 MHz ที่ทำไว้ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. 2554

          โดยทั้งสองฝ่ายได้เริ่มชำระเงินตามภาระสัญญาระหว่างกันตั้งแต่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา  ซึ่งเมื่อมีการหักค่าเช่าโครงข่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆที่ต้องจ่ายให้กลุ่มทรูแล้ว เบ็ดเสร็จจนถึง ณ สิ้นปี 2557 กสทฯจะได้เงินงวดละ 1,500 ล้านบาท ทยอยจ่ายทั้งหมด 23 งวด รวม 34,500 ล้านบาท (งวดสุดท้ายจะจ่ายในเดือน ก.ย. 2558) เฉลี่ยมีกำไรจากโครงการนี้ราว 5%

          สำหรับความคืบหน้าในการเจรจายุติ ข้อพิพาทตามสัญญาสัมปทานกับ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เพื่อนำทรัพย์สินภายใต้สัมปทานมาทำธุรกิจร่วมกันนั้น ได้ข้อยุติเบื้องต้นว่าจะตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อนำเสาโทรคมนาคมและไฟเบอร์ออปติกมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดย กสทฯอาจถือหุ้น 49% เพื่อให้ บริษัทร่วมทุนมีความคล่องตัว แต่สัดส่วนหุ้นมีการปรับเปลี่ยนได้ เพราะกำลังอยู่ระหว่างการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของแต่ละฝ่าย และกระบวนการหลังจากนี้คือต้องนำเสนอแนวคิดนี้ให้ทาง คณะกรรมการกำกับดูแลสัมปทานตามมาตรา 43 พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556

          "พยายามจะให้จบภายในปลายเดือน พ.ค. หรือต้นเดือน มิ.ย. ก่อนที่จะเสนอ ครม. แต่ข้อพิพาทตามสัญญากับกลุ่มทรูเพิ่งจะเริ่มเจรจา ซึ่งนอกจากเรื่องปมปัญหาสัมปทานแล้ว บอร์ดยังตั้งเป้าว่าจะต้องเร่งแก้ปัญหาโครงการ FTTX 12 สัญญา มูลค่าราว 4,500 ล้านบาทที่เป็นข้อพิพาทมาตั้งแต่ปี 2554 ให้ได้ข้อยุติโดยเร็วด้วยเช่นกัน"

          ขณะที่การปรับโครงสร้างองค์กรตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ล่าสุดบอร์ดมีมติให้ปรับโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์ไร้สาย โดยให้นำส่วนงานด้านโครงข่ายไร้สายและการตลาดที่เกี่ยวข้องมารวมไว้ด้วย จากเดิมที่จะแยกอยู่อีกกลุ่มงาน เพื่อให้สะดวกกับการบริหารจัดการ และมอบหมายให้นายวิโรจน์ โตเจริญวาณิช รองกรรมการสายงานการตลาดมาดูแล และตั้งเป้าจะให้กลุ่มธุรกิจนี้สร้างรายได้ราว 60% ของบริษัทภายใน 3-5 ปี ข้างหน้า จากเดิมอยู่ที่ราว 45%

          "โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ของบริษัท จะมีเสาโทรคมนาคม สถานีฐานทั้งหมดรวม 25,000 แห่ง เป็นทรัพย์สินของ กสทฯ 1,800 แห่ง ที่เหลือเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในสัญญาสัมปทาน นอกจากนี้ ยังมี เสาสถานีฐานของ HSPA ราว 10,000 แห่งอีกด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และปูทางไปสู่ผู้ให้บริการโครงข่ายในอนาคต"

          สำหรับรายได้ในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 52,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,500 ล้านบาท เพิ่มจากประมาณการเดิมที่ตั้งไว้ 255 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับลดรายจ่ายลง 10% ตามมติ คนร. และการบริหารการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรัดกุม

          ขณะที่ความคืบหน้าในการเจรจาหาพันธมิตรของ บมจ.ทีโอที นายมนต์ชัย หนูสง รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทีโอที เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างให้ที่ปรึกษาประเมินข้อเสนอของแต่ละราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ค.นี้

          ด้านนายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ตลอด 6 เดือนที่รับตำแหน่งได้เร่งแก้ไขข้อพิพาทตามสัญญาสัมปทานของทีโอที และ กสทฯมาตลอด ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมากจากเดิมที่แต่ละฝ่ายไม่ยอมหันหน้ามาเจรจากัน โดยตั้งเป้าจะให้ได้ข้อยุติและถอนฟ้องกันได้ทั้งหมดภายในปีนี้

          ส่วนความคืบหน้าแผนการจัดตั้งบรอดแบนด์แห่งชาติ โดยรวมเสาโทรคมนาคมและเคเบิลใยแก้วนำแสงที่อยู่ในมือของภาครัฐและเอกชนมาไว้ด้วยกันในบริษัทกลาง ที่จะมีรัฐและเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของโครงข่ายเดิมมาถือหุ้นร่วมกันในรูปแบบ โฮลดิ้งคอมปะนี เพื่อลดการลงทุนโครงข่ายซ้ำซ้อน ล่าสุดคณะทำงานด้านบรอดแบนด์ที่ได้บอร์ดดิจิทัลชุดชั่วคราวตั้งขึ้น ได้ให้ ทุกหน่วยงานส่งรายละเอียดโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีอยู่ในมือ เพื่อให้บริษัทที่ปรึกษาที่จะว่าจ้างขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการสร้างโครงข่ายของประเทศ ซึ่งขณะนี้มี 4 บริษัทที่ปรึกษาต่างชาติจากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง ยื่นข้อเสนอเข้ามาแล้ว โดยคาดว่าภายในต้นปีหน้าจะตั้งบริษัทโฮลดิ้งได้สำเร็จ

          "ตอนนี้ทั้งทีโอที กสทฯ เอไอเอส ดีแทค และการไฟฟ้าฯ ส่งข้อมูลมาให้หมดแล้ว เหลือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯกับกลุ่มทรูที่ยังไม่ได้ส่งมาให้ แนวคิดหลักของคณะทำงาน คือ ให้รวมเสา อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ การให้บริการโทรคมนาคมและบรอดแบนด์ของหน่วยงานรัฐมาไว้ที่โฮลดิ้ง ส่วน เอกชนก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ซึ่งตอนนี้ กระทรวงได้กันงบฯไว้ 3,755 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี โดยงบฯนี้จะนำมาใช้สร้างโครงข่ายในส่วนที่ยังขาด และสร้างเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็ว 30 Mbps ไปถึงทุกหมู่บ้านภายในปี 2560"

          ส่วนการปรับโครงสร้างกระทรวง ไอซีทีเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คาดว่าจะเสร็จภายในเดือน ส.ค. หลังจากชุดร่างกฎหมายดิจิทัลได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาในเดือน พ.ค.นี้ ยกเว้นกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่กฤษฎีกายังพิจารณาไม่เสร็จ