"กสท"มุ่งพัฒนาธุรกิจดาต้าคอม สร้างศักยภาพหวังสู่ฮับอินโดจีน

          กสท. หันทุ่มทุนพัฒนาโครงข่ายหลัก-เคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ เชื่อมอาเซียน สร้างศักยภาพในกลุ่มประเทศอินโดจีนแบบจีทูจี เร่งทำตลาดในรูปแบบของธุรกิจที่มีความหลากหลาย ปรับภาพลักษณ์ใหม่ที่เน้นบริการแบบฉับไว คาดปีนี้สร้างรายได้ให้กว่า 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 12% ของรายได้รวมในกลุ่มที่ตั้งไว้ 55,000 ล้านบาท แม้ไม่มากแต่อนาคตจะเป็นธุรกิจหลักที่แข่งได้ดี เพราะชำนาญมาก

          นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ กลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ อธิบายแผนงานปี 2558 ว่า กสท. ได้เตรียมความพร้อมที่จะทำการตลาดในรูปแบบของธุรกิจที่มีความหลากหลาย พร้อมภาพลักษณ์ใหม่ที่เน้นการให้บริการแบบฉับไว และยังคงความเป็นผู้นำด้านโครงข่ายระดับภูมิภาคที่พร้อมเป็นฮับในอินโดไชน่า ซึ่งมีทั้งความพร้อมของโครงข่ายภายในและระหว่างประเทศ และการเชื่อมโยงให้บริการร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก

          ส่วนโครงข่ายหลักนั้น กสท. มีระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศอาเซียนถึง 4 ระบบ รวมไปถึงการพัฒนาโครงข่ายภาคพื้นดินตามเขตแนวชายแดนกับลาว กัมพูชา พม่า และมาเลเซีย อีกทั้งการสร้างศักยภาพในกลุ่มประเทศอินโดจีนระหว่างรัฐบาล (จีทูจี) ทั้งลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และจีน

          ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้เฉพาะจากธุรกิจที่ กสท. ดำเนินการเองมาจากดาต้าคอม ราว 45-50% คิดเป็นมูลค่าปีละ 6,000 ล้านบาท ธุรกิจโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ (ไอดีดี) ราว 3,500 ล้านบาท หรือ 35% ธุรกิจโมบาย 20% คิดเป็น 2,000 ล้านบาท

          ดังนั้นการวางแผนธุรกิจในอนาคตจึงให้ความสำคัญกับดาต้าคอมมากที่สุด ซึ่งแม้ปัจจุบันหากดูในงบผลประกอบการรวมปี 2558 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ 55,000 ล้านบาท ดาต้าคอมจะทำรายได้ให้ราว 12% แต่จะเป็นธุรกิจหลักในอนาคตและเป็นธุรกิจที่ กสท. ชำนาญมาก

          นอกจากนี้ มองว่าโอกาสเติบโตของธุรกิจกลุ่มบริการสื่อสารข้อมูล จะได้รับแรงผลักดันจากการเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และวงจรสื่อสารข้อมูลในประเทศของ กสท. ซึ่งรองรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทั้งอินเทอร์เน็ต เซอร์วิส โพรไวเดอร์ และ โมบาย โอเปอเรเตอร์

          ทั้งนี้ กสท. มีความพร้อมในการพัฒนาบริการที่หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนผ่านระบบทีวีอนาล็อกเป็นดิจิทัล เป็นโอกาสที่ กสท. ได้เปิดบริการใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มคอนเท้นต์ โพรไวเดอร์ ผ่านระบบดาวเทียมออกอากาศในระบบดิจิทัล

          เขากล่าวว่า ขณะนี้ กสท. ได้ลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำระบบใหม่ คือ ระบบเอเชีย แปซิฟิกเกตเวย์ (เอพีจี) ซึ่งจะเสร็จในปี 2558 แต่ปัจจุบันประสบปัญหาเรื่องจุดขึ้นบกที่ประเทศจีน ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดบริการเป็นต้นปี 2559

          โครงการดังกล่าวนับเป็นการลงทุนเริ่มต้นที่มีมูลค่าสูงราว 1,500 ล้านบาท แต่จะสร้างรายได้ในระยะยาวโดยจะรองรับความต้องการในอาเซียน และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ระบบนี้รองรับความจุกว่า 55 เทราบิต

          สำหรับแผนพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ ออพติก ทู ดิ เอ็กซ์ (เอฟทีทีเอ็กซ์) ในปีนี้นั้น หากผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวงเงินที่ขอดำเนินการ 4,500 ล้านบาท กสท. จะเร่งปรับปรุงจากสายทองแดงเป็นไฟเบอร์ออพติก หรือเคเบิลใยแก้วทั้งหมด รวมถึงสร้างโครงข่ายเพิ่มเพื่อให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อยและองค์กรธุรกิจและภาครัฐ

          พร้อมกันนี้ ยังจะเพิ่มประสิทธิภาพบริการให้ความเร็วในการอัพโหลดดาวน์โหลดมากกว่า 20 เมกะบิต รองรับความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตของลูกค้าทั้งรายย่อยและธุรกิจได้อย่างสะดวกรวดเร็ว บริการจะเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นในระดับทั้งหมู่บ้าน คอนโดมิเนียม.