อัพเดตร่าง กฎหมายดิจิทัล กฤษฎีกา ย้ำยึดหลักสมดุล

เมื่อเปรียบเทียบร่างกฎหมายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับปรุงรอบแรกกับร่างฉบับ ครม.อนุมัติหลักการ พบว่า มีความแตกต่างที่สำคัญ คือมีการยกร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ...ขึ้นใหม่ โดยรวม 3 ฉบับของ ครม. ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาดิจิทัล

          บอร์ดดิจิทัลเหลือ 19 คน

          สาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของกฤษฎีกา คือลดขนาดคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จาก 37-40 คน เหลือ 19-22 คน ตัดปลัดกระทรวง ตัวแทนสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย ทีโอที กสท โทรคมนาคม ไปรษณีย์ไทย รวมถึงโควตากระทรวงพลังงาน คลัง สำนักงบประมาณ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสวทช. ทั้งเพิ่มวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 ปีเป็น 4 ปี และห้ามไม่ให้ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระหรือเป็นลูกจ้างองค์กรเอกชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่เคยถูกไล่ออกจากราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนเพราะทุจริต

          และระบุอำนาจหน้าที่ของบอร์ดดิจิทัลให้ชัดขึ้น เพิ่มอำนาจในการรายงาน ครม. เพื่อให้มีมติยับยั้งการดำเนินงานของหน่วยงาน ที่ไม่เป็นตามนโยบายและแผนระดับชาติ ส่วนคณะกรรมการย่อยเฉพาะด้าน 5 ชุด เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นภาษาไทย ได้แก่ คณะกรรมการโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ โครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการ โครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐาน การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล และคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากดิจิทัล ตัดโควตากรรมการ

          จากทีโอที กสทฯ และไปรษณีย์ไทยออก ลดผู้แทนเอกชนแต่ละชุดเหลือ 3 คน จากเดิม 5 คน ให้ผู้แทนหน่วยงานเป็นกรรมการแทนระบุให้เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

          ส่วนกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้บอร์ดดิจิทัลเป็นกรรมการบริหารกองทุน มีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน แทนการตั้งผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและการบริหาร มาเป็นกรรมการบริหารกองทุน

          ที่มาของเงินระบุให้ "กสทช." นำค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้คลื่นและประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคม 25% ของรายได้ รวมเงินจัดสรรอีก 25% จากรายได้ของการดำเนินงานของ กสทช. ส่งเข้ากองทุนทันที (ร่างเดิมกำหนดไว้ 50% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย) พร้อมเงินที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบ

          กิจการโทรคมนาคมทั้งที่ยังเหลืออยู่และที่จะเรียกเก็บในอนาคต ตามแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) ที่ให้ กสทช.โอนให้สำนักงานบอร์ดดิจิทัลดำเนินการแทน แต่เงินส่วนนี้จะใช้ทำ USO เท่านั้น และไม่มีบทเฉพาะกาลให้โอนทรัพย์สินกองทุนเดิมเข้าสู่กองทุนดิจิทัลฯ

          ดึงอำนาจบริหารคลื่นดาวเทียม

          และระบุให้ "กสทช." ทำงานภายใต้บอร์ดเดียว แต่ยกเลิกอำนาจ กสทช.เฉพาะบางมาตรา โดยเฉพาะอำนาจในการบริหารคลื่นที่เกี่ยวกับกิจการดาวเทียมตามที่บอร์ดดิจิทัลกำหนด แต่ไม่ได้กำหนดให้ กสทช.ต้องทำแผนแม่บทเสนอบอร์ดดิจิทัล แค่เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของ กสทช. รวมถึงผู้ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ให้บอร์ดดิจิทัลทราบ หากมีปัญหา

          ว่าการดำเนินการของ กสทช. สอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติของบอร์ดดิจิทัลหรือไม่ ให้คำวินิจฉัยชี้ขาดของบอร์ดดิจิทัล ถือเป็นที่สุด

          การจัดสรรคลื่นในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ใช้วิธี "คัดเลือก" ทั้งระดับชาติ ภูมิภาค และท้องถิ่น ภายใต้เงื่อนไขที่ กสทช.กำหนด ในกรณีที่เป็นการประกอบกิจการธุรกิจให้คัดเลือกด้วยการ "ประมูล" เงินที่ได้ 25% ต้องนำส่งกองทุนดิจิทัล จากเดิมให้นำส่ง 50% แต่เงินประมูลที่เหลือให้ส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินเหมือนเดิม ส่วนการจัดสรรคลื่นโทรคมนาคมใช้ "การคัดเลือก" ตามเงื่อนไขที่ กสทช.กำหนด โดยให้นำรูปแบบการจัดสรรคลื่นในกิจการ บรอดแคสต์มาบังคับ "โดยอนุโลม"

          ทั้งกำชับว่า การจัดสรรคลื่นใหม่ห้ามรบกวนหรือทับซ้อนคลื่นที่ได้รับอนุญาตก่อนหน้านี้ หากพบปัญหา กสทช.ต้องระงับโดยเร็ว และต้องสนับสนุนการเรียกคืนคลื่นเพื่อนำมาจัดสรรใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

          ขณะที่กองทุนวิจัยและพัฒนาของ กสทช. ในร่างเดิมยกเลิกกองทุนทั้งหมด แต่ฉบับกฤษฎีกาไม่ได้ยกเลิก ยังให้เงินกองทุนใช้ได้ตามวัตถุประสงค์เดิม แต่ถ้ากระทรวงการคลังเห็นว่ามีเงินเกินจำเป็นหรือหมดความจำเป็นก็ให้นำส่งเงินส่วนที่เกินเข้าเป็นรายได้แผ่นดินได้

          แก้ กม.ยึดหลักสมดุล

          "ธนาวัฒน์ สังข์ทอง" กรรมการร่างกฎหมายประจำ สำนักงานคณะกรรมการ

          กฤษฎีกา กล่าวว่า ปรับปรุง พ.ร.บ.กสทช.เฉพาะที่เกี่ยวกับดิจิทัลอีโคโนมีก่อน ส่วนปัญหาธรรมาภิบาล การตรวจสอบการทำงาน กสทช. ต้องหารือกันอีกครั้ง

          "ต้องรับฟังความเห็นรอบด้าน คำนึงถึงการใช้อำนาจรัฐและการดูแลประชาชนอย่างสมดุล โดยเฉพาะที่เป็นที่จับตาของสังคมอย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรวางนโยบายให้ ถูกต้องก่อนดำเนินการใด ๆ ใช้อำนาจรัฐตามความจำเป็น การตั้งคณะกรรมการดูแล ขอบเขตการบังคับใช้ต้องพิจารณาให้เหมาะสม ขั้นตอนการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องผ่านความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน"

          "ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์" ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ร่างใหม่ของกฤษฎีกามีหลายส่วนดีขึ้น แต่ยังมีข้อกังวลอีกมาก เนื้อหาและวิธีคิดเป็นระบบราชการเกินไป และไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาลว่าสิ่งใดที่จะส่งมอบแก่ประชาชน รวมถึงมีแนวทางขับเคลื่อนอย่างไร มีแต่คิดว่าเมื่อทำอย่างนี้สิ่งอื่น ๆ ที่ดีจะตามมา ทั้งเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงลูกการทำงานของ กสทช.ได้ ซึ่งน่าแปลกใจว่าในร่างใหม่ของกฤษฎีการะบุให้กิจการบรอดแคสต์จัดสรรคลื่น ด้วยการประมูล แต่ในโทรคมนาคมไม่ได้ระบุให้ชัดจะเป็นประมูลหรือคัดเลือก และขาดการแก้ปัญหาธรรมาภิบาลของ กสทช.

          กสทช. "ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา" กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ยังไม่ได้แก้ปัญหาใหญ่หรือปฏิรูปการกำกับดูแลแค่ปรับปรุงเพื่อผลักดันแผนดิจิทัลอีโคโนมี สิ่งที่ควรแก้น่าจะเป็นการตรวจสอบการทำงานของ กสทช. ที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ ความชัดเจนในภารกิจขององค์กรกำกับดูแล และมีประเด็นเรื่องกองทุนวิจัยและพัฒนาของ กสทช.ที่ยังไม่ชัดเจน