เอไอทีลุ้นรัฐลงทุนไอทีหวังโต10%

          "เอไอที" เกาะกระแสลงทุนภาครัฐจากนโยบาย "ดิจิทัลอีโคโนมี" ตั้งเป้าโต 10% แตะ 6,800 ล้านบาท พร้อมเดินหน้า ผนึกพันธมิตรขยายโอกาสธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รอลุ้น 2 โปรเจ็กต์ ในลาวและพม่า ขยับรายได้ทะลุ หมื่นล้านบาทภายใน 3 ปี

          นายศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (เอไอที) เปิดเผยว่า ปี 2558 ตลาดบริการด้านไอทีจะได้รับปัจจัยบวกจากนโยบาย เศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ทำให้ภาครัฐ และเอกชนลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะ ฮาร์ดอินฟราสตรักเจอร์ที่ต้องเร่งขยายให้เข้าถึงประชาชนระดับรากหญ้าในการ กระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะ การลงทุนภาครัฐ ซึ่งปกติเป็นรายได้กว่า 90% ของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นด้านการขนส่ง, รถไฟฟ้า รวมทั้งระบบ 4G ต่างต้องลงทุนด้านไอทีทั้งสิ้น รวมถึง บมจ.กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที

          สำหรับแผนธุรกิจปีนี้จะเน้นลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง และขยายพาร์ตเนอร์เพื่อเพิ่มโซลูชั่นในการบริการลูกค้า ล่าสุดเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับ 3 บริษัท ได้แก่ เน็ตแอพ ผู้ให้บริการ เทคโนโลยีการบริหารจัดการข้อมูล, วีเอ็มแอร์ ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์และ คลาวด์เวอร์ชัวไลเซชั่น และเอฟไฟฟ์ ผู้ให้บริการเอดีเอ็น (Application Delivery Networking) เพื่อเสริมโซลูชั่นการบริการลูกค้าเรื่องคลาวด์และเวอร์ชัวไลเซชั่น ที่กำลังได้รับความนิยม

          "การเป็นตัวแทนทั้ง 3 บริษัททำให้ เอไอทีตอบสนองการให้บริการลูกค้า ที่ต้องการรองรับปริมาณข้อมูลสำหรับ บิ๊กดาต้าได้ดีขึ้น ตั้งเป้าใน 1 ปีจะมีรายได้ จากส่วนนี้เพิ่มขึ้นและทำให้รายได้รวมของบริษัทโต 10% หรือที่ 6,800 ล้านบาทในสิ้นปี จากปี 2557 ที่ผ่านมาทำได้ 6,200 ล้านบาท"

          ส่วนการลงทุนในปีนี้จะอยู่ที่ 600-700 ล้านบาท นอกจากลงทุนในบริษัทเคิร์ซ บริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจบรอดแบนด์และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงกำลังเจรจากับบริษัท โมบาย แอลทีอี จำกัด ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ MVNO กับทีโอทีเพื่อให้บริการ 4G และในปีที่ผ่านมาได้จัดตั้งบริษัท SLA Asia Company Limited ร่วมกับบริษัท สามารถ คอมมิวนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด และ บมจ.ล็อกซเล่ย์ ไวร์เลส เพื่อขยายธุรกิจในกัมพูชา, ลาว, พม่า และเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาทำระบบบริหารจัดการโฉนดที่ดินในลาว คาดว่าจะ เซ็นสัญญาได้ใน 1-2 เดือนนี้ ลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ส่วนบริษัทล็อกซเล่ย์ โฮลดิ้ง (LAS) ที่ร่วมทุนกับล็อกซเล่ย์อยู่ระหว่างรอผลประมูลโครงการเคเบิลใต้น้ำที่พม่ามูลค่าโครงการ 7,000 ล้านบาท จะรู้ผลใน 3-4 เดือน

          "เป้า 3 ปีเชื่อว่าบริษัทมีโอกาสทำรายได้ถึง หลักหมื่นล้านบาท แต่ต้องอาศัยความพยายามในการขยายธุรกิจ การหาพาร์ตเนอร์ รวมทั้งปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ด้วย"