ส่งสัญญาณ Q1 สวยหรู รุกหนักขายกล่องทีวีดิจิตอล

ทันหุ้น - "กังวาล กุศลธรรมรัตน์" หัวเรือใหญ่ IRCP ส่งซิกผลงานไตรมาส 1/2557 แจ่ม หลังมีงานเข้ามาไม่ขาดสาย ล่าสุดจ่อสั่งกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลล็อต 2 มาขาย หวังชิงมาร์เก็ตแชร์ 1 ล้านเครื่องจากตลาดรวม 22 ล้านครัวเรือน ปักหมุดรายได้และกำไรปีนี้พุ่ง 30% จากปีก่อน ลุยเข้าประมูลงานกรมประชาสัมพันธ์-MCOT ต่อ มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท ฟากโบรกชี้ช่องรวย มีลุ้นหุ้นวิ่งไกล 10.70 บาท

นายกังวาล กุศลธรรมรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี ผู้ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 1/2557 บริษัทประเมินว่าน่าจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2556 พร้อมทั้งคาดว่าจะเติบโตดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้เชื่อว่าไตรมาส 1/2557 นี้ มีทิศทางการเติบโตที่ดีอย่างมีนัยสำคัญ

โดยความคืบหน้าของธุรกิจจำหน่ายกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลหรือ SET TOP BOX จากการสั่งสินค้ากล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลล็อตแรกจำนวน 2,000 เครื่อง เข้ามาจำหน่ายโดยจะใช้ชื่อว่า "กล่องชัด-ดี" ( Chud-D) ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี จากกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการใช้กล่อง ซึ่งปัจจุบันได้จำหน่ายหมดแล้ว ล่าสุดบริษัทเตรียมสั่งกล่องรับสัญญาณดังกล่าวเข้ามาเป็นล็อตที่ 2 ซึ่งกำลังเจรจากับผู้ที่เกี่ยวข้อง

ชิงมาร์เก็ตแชร์ 1 ล้านกล่อง

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังรอความชัดเจนในเรื่องของคูปองการสนับสนุน SET TOP BOX จากทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และช่องทางในการจำหน่าย เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงในเบื้องต้น ทั้งนี้ บริษัทยังตั้งเป้าจะได้ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ประมาณ 1 ล้านเครื่อง ของตลาดรวมที่มีประมาณ 22 ล้านครัวเรือน

ทั้งนี้ ในปี 2557 บริษัทตั้งเป้ารายได้ และกำไรสุทธิเติบโตอย่างน้อย 30% จากปี 2556 ที่มีรายได้เติบโต 1,046.73 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเติบโตอยู่ที่ 60.51 ล้านบาท โดยการมุ่งเน้นธุรกิจด้านทีวีดิจิตอล และธุรกิจด้านโทรคมนาคมมากขึ้น

สำหรับอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) บริษัทตั้งเป้ารักษาระดับการเติบโตปีนี้ที่ประมาณ 5% ใกล้เคียงปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 5.78% เนื่องจากการแข่งขันในปีนี้มีค่อนข้างสูง โดยบริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายและพยายามเน้นงาน Non-Project ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่างานภาครัฐที่งานต้องแม่นยำและตรงเวลา ทำให้ไม่มีค่าปรับกรณีการส่งมอบงานล่าช้า

นอกจากนี้บริษัทคาดว่าหาก SET TOP BOX ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จะส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิในปี 2557 นี้ น่าจะเติบโตขึ้นเป็น 50% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตอย่างน้อย 30% ในข้างต้น โดยต้นปี 2557 บริษัทมีงานอยู่ในมือ (Backlog) เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งได้ทยอยเซ็นสัญญาแล้ว และบริษัทมีงานประมูลจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT อีก 2-3 งาน มูลค่า 200 กว่าล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทยังได้รับงานจากองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ช่องThai PBS) มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นงานจำหน่ายและติดตั้งอุปกรณ์โทรทัศน์ระบบดิจิตอลทั้งระบบ ทั้งนี้ส่งผลทำให้ต้นปี 2557 นี้ บริษัทมีงานอยู่ในมือ (Backlog) แล้วประมาณ 600 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงานภาครัฐ 70% และงานภาคเอกชน 30% ซึ่งจะสามารถรับรู้ได้ทั้งหมดภายในปี 2557

จ่อประมูลงานใหม่ 2 พันล้าน

ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมประมูลงานในปีนี้ มูลค่ารวมอีกราว 2 พันล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากงานประมูลของกรมประชาสัมพันธ์ และงานประมูล บมจ. อสมท. หรือ MCOT ซึ่งคาดว่าน่าจะทราบผลภายใน 3 เดือนข้างหน้า ขณะที่บริษัทยอมรับว่าได้เตรียมความพร้อมในการเข้าประมูลงานอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของบริษัทเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง

นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาแผนเข้าลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทมีความสนใจในประเทศพม่า และประเทศกัมพูชา คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 3 เดือนข้างหน้า โดยจะเป็นการแสวงหาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัท ซึ่งอาจจะเป็นการควบรวมกิจการ ปัจจุบันกำลังเจรจา บริษัทมองว่าธุรกิจใหม่ๆ จะช่วยสร้างรายได้ประจำให้สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามพันธมิตรที่กำลังเจรจามีทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสัญญาณทางเทคนิคของหุ้น IRCP ในขณะนี้พบว่า สัญญาณเทคนิคหุ้น IRCP มีลักษณะแกว่งตัวขาขึ้น โดยประเมินราคาหุ้นมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 10.70 บาทได้

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร"โดยทยอยซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลง และขายทำกำไรเมื่อระดับราคาถึงแนวต้านดังกล่าว ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 9.80 บาท

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น IRCP ล่าสุด (20 มี.ค. 57) ปิดที่ระดับ 10.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 2.51% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 4.06 ล้านบาท