รายงาน: ดิจิตอลอีโคโนมี ดันโครงข่ายบรอดแบนด์ ยอดการลงทุนสะพัดกว่า 1.7 แสนล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

          ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิตอลได้เข้ามามีบทบาทแทรกซึมอยู่ทุกภาคส่วนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ โดยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ เทคโนโลยีดิจิตอลมีส่วนช่วยให้เกิดการจัดระเบียบ สื่อสาร และเชื่อมโยงข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิตอลจากแหล่งต่างๆ เข้าหากันได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการ และการประยุกต์ใช้ในวงกว้าง จนอาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันต่อเนื่องถึงอนาคตจะถูกต่อยอดอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีดิจิตอล หรือที่เรียกว่า "เศรษฐกิจฐานดิจิตอล" (Digital Economy)

          การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเตอร์เน็ตในวงกว้าง โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต นับว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้ภาคส่วนต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคสามารถเชื่อมโยงถึงกัน มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน รวมไปถึงการต่อยอดธุรกิจเดิมและก่อให้เกิดนวัตกรรมเชิงธุรกิจในรูปแบบใหม่ อาทิ การซื้อขายสินค้าออนไลน์ (e-Commerce) การศึกษาทางไกลทางออนไลน์ (e-Education) หรือการโฆษณาในรูปแบบดิจิตอล (Digital Advertising) เป็นต้น สำหรับผู้บริโภคอาจกล่าวได้ว่าอินเตอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามอ่านข้อมูลข่าวสาร การแชตเพื่อติดต่อกับกลุ่มเพื่อนในสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก การดูละครย้อนหลัง ดูหนังออนไลน์ หรือแม้แต่การเล่นเกมออนไลน์ เป็นต้น ดังนั้น การพัฒนาและขยายโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตให้ทั่วถึงและเพียงพอต่อความต้องการนั้น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าว

          ผู้บริโภคไทยเข้าถึงโมบายบรอดแบนด์สูงถึงร้อยละ 51.2

          การเข้าถึงบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต สามารถเข้าถึงโดยการเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและไร้สาย กรณีเชื่อมต่อแบบมีสายมักจะเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลทีวีใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) หรือสายโทรศัพท์ (ADSL) เป็นต้น กรณีเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless) มักจะเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมและโครงข่าย 3G หรือ 4G

          ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอุปกรณ์สื่อสาร โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต รวมถึงการลงทุนขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสาย และโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบไร้สายผ่านโครงข่าย 3G/4G หรือที่เรียกว่า "โมบายบรอดแบนด์" ส่งผลให้ปัจจุบันการเข้าถึงบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

          จากการประมาณการโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าปี 2557 มีจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและไร้สายกว่า 29.0 ล้านคน ขยายตัวกว่าร้อยละ 30.6 จากปี 2556 โดยมีอัตราการเข้าถึงกว่าร้อยละ 45.3 จากจำนวนประชากรทั้งหมด ความนิยมการใช้โมบายบรอดแบนด์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคเข้าถึงโมบายบรอดแบนด์ในอัตราที่มากกว่าการเข้าถึงบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายตามบ้านเรือน ปี 2557 มีจำนวนผู้ใช้โมบายบรอดแบนด์ 28.1 ล้านคน ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดกว่าร้อยละ 53.6 จากปี 2556 ขณะที่การใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายตามครัวเรือนมีอยู่เพียง 5.5 ล้านครัวเรือน เติบโตร้อยละ 12.2 จากปี 2556 หรือมีอัตราการเข้าถึง เพียงร้อยละ 25.0 จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมดทั่วประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจากอัตราค่าบริการยังอยู่ในระดับสูง เฉลี่ยที่ 655 บาทต่อเดือน ต่างจากอัตราค่าบริการโมบายบรอดแบนด์ ที่ผู้ประกอบการแข่งขันกันสูง ส่งผลให้ค่าบริการรายเดือนต่ำสุดที่ 299 บาทต่อเดือนเท่านั้น

          นอกจากนี้ ในปัจจุบันโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายยังไม่สามารถครอบคลุมประชากรทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลตามต่างจังหวัด จากข้อมูลของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พบว่า ปัจจุบันองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนได้มีการลงทุนวางโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายด้วยใยแก้วนำแสงแล้วเป็นระยะทางรวม 200,000 กิโลเมตร ครอบคลุมระดับหมู่บ้านประมาณร้อยละ 50 ของหมู่บ้านทั้งหมดทั่วประเทศ ดังนั้น การใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบใช้สายยังกระจุกตัวอยู่ตามครัวเรือนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับสูง และมีความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงตลอดเวลา

          เศรษฐกิจฐานดิจิตอล..ดันยอดเงินลงทุน

          โครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตสะพัด 1.7 แสนล้าน

          โดยภาพรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปี 2558 ไปจนถึงปี 2559 จะมีการลงทุนโครงสร้างเทคโนโลยีพื้นฐานหรือโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตต่างๆ ทั้งแบบมีสายและไร้สายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นการลงทุนจากทางภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และผู้ประกอบการโทรคมนาคมและการสื่อสารภาคเอกชน โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักมาจากการชูนโยบายเศรษฐกิจฐานดิจิตอลของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องขยายโครงข่ายใยแก้วนำแสงให้เข้าถึงผู้บริโภคในระดับหมู่บ้านในสัดส่วนร้อยละ 70-80 ของหมู่บ้านทั้งหมดทั่วประเทศภายในปี 2558 และจะต้องเข้าถึงประชาชนในระดับหมู่บ้านในสัดส่วนร้อยละ 95 ภายในปี 2559 ประกอบกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นของผู้ประกอบการรายเดิมที่ต้องการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่ม และจากผู้ประกอบการรายใหม่เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากความต้องการใช้อินเตอร์เน็ตของผู้บริโภคที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น จึงมีโอกาสที่อัตราค่าใช้บริการจะถูกลง และน่าจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะทำให้มีจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดให้บริการ 4G ในคลื่นความถี่ 900 MHz และ 1800 MHz ของผู้ประกอบการโทรคมนาคมและการสื่อสาร ซึ่งคาดว่าจะเกิดการประมูลในช่วงไตรมาส 3 ปี 2558

          จากปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2558 จำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต โดยภาพรวมทั้งแบบมีสายและไร้สายจะเพิ่มขึ้นเป็น 34.6-36.0 ล้านคน ขยายตัวกว่าร้อยละ 19.8-24.1 จากปี 2557 และมีอัตราการเข้าถึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 29.9-32.1 จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมดทั่วประเทศ นับว่าเป็นการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดกว่าร้อยละ 20.0-29.1 จากปี 2557

          ขณะที่จำนวนผู้ใช้โมบายบรอดแบนด์ยังขยายตัวได้ดีในกรอบร้อยละ 17.4-23.1 แตะระดับ 33.0-34.6 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเข้าถึงกว่าร้อยละ 51.2-53.6 จาก จำนวนประชากรทั้งหมด โดยน่าจะได้รับแรงผลักดันหลักจากราคาอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่อยู่ในระดับต่ำ และจากการเปิดให้บริการ 4G ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการประมูลภายในไตรมาส 3 ปีนี้

          ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในช่วงปี 2558-2559 จะมียอดเงินสะพัดจากการลงทุนขยายโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตโดยภาพรวมทั้งแบบมีสายและไร้สายกว่า 173,200 ล้านบาท โดยมียอดเงินลงทุนในโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนกว่า 111,200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 64.2 ของเงินลงทุนทั้งหมด และคาดว่าจะมีเงินลงทุนในโครงข่าย 3G และ 4G จากรัฐวิสาหกิจและผู้ประกอบการโทรคมนาคมและการสื่อสารรายใหญ่จากภาคเอกชนอีกประมาณ 62,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.8 ของเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งการลงทุนในโครงข่าย 4G น่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีในโครงข่าย 3G ที่มีอยู่เดิม โดยคาดว่าปี 2558 เงินลงทุนส่วนใหญ่จะมาจากการลงทุนขยายโครงข่าย 4G

          จากอัตราการเข้าถึงบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตดังที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมมีส่วนทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางหรือเป็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าปี 2558 การเข้าถึงบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มีมูลค่าเพิ่มโดยรวมต่อระบบเศรษฐกิจสูงถึง 138,860.0-175,670.0 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเป็นมูลค่าเพิ่มกลุ่มธุรกิจหลักๆ อย่างกลุ่มธุรกิจวางโครงข่ายและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการวางโครงข่าย ธุรกิจซื้อขายสินค้าออนไลน์ ธุรกิจดิจิตอลคอนเทนต์ หรือแม้แต่ธุรกิจให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

          ทั้งนี้ จากรายงานการชี้วัดดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ World Economic Forum พบว่าในปี 2556 ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันสำหรับการเข้าถึงบรอดแบนด์อินเตอร์แบบมีสายและโมบายบรอดแบนด์อยู่อันดับที่ 65 และอันดับที่ 38 ของโลกตามลำดับ อย่างไรก็ดี หากประเทศไทยมีการผลักดันการลงทุนขยายโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตทั้งแบบมีสายและไร้สาย และผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตได้มากขึ้นตามที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่จะสามารถยกระดับอันดับความสามารถ ในการแข่งขันสำหรับการเข้าถึงบรอด แบนด์อินเตอร์เน็ตทั้งสองประเภทให้ดีขึ้นในอนาคต

          การขยายโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต..หนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะยาว

          การที่ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต และผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้อย่างมีเสถียรภาพ ย่อมเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานดิจิตอลให้มีการขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว โดยเป็นการเอื้อให้เกิดนวัตกรรมเชิงธุรกิจใหม่ๆ โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์และการบริการที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วสูง เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อขายสินค้าออนไลน์ การโฆษณาในรูปแบบวิดีโอออนไลน์ การศึกษาออนไลน์ การฝากเงินในรูปแบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระเงินค่าสินค้าและบริการออนไลน์ รวมถึงการทำกิจกรรมทางบันเทิงผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างการฟังเพลง ดูหนัง หรือเล่นเกมออนไลน์ โดยกิจกรรมบันเทิงต่างๆ ดังกล่าวจะถูกแชร์ผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาคอนเทนต์ใหม่ออกสู่ตลาดอยู่เสมอ เป็นต้น

          นอกจากนี้ การพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้มีประสิทธิภาพและสามารถครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศได้ จะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตและการให้บริการของกลุ่มผู้ประกอบการ และเป็นการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะผู้ประกอบการในต่างจังหวัด เพราะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นสื่อกลางสำหรับการพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานและพัฒนาระบบการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ผู้ประกอบการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าและบริการสามารถจัดเก็บข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าและบริการของลูกค้าทางออนไลน์ สำหรับการวิเคราะห์ความนิยมในสินค้าและบริการ รวมถึงความชอบหรือความต้องการของลูกค้า เพื่อการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและการบริการต่อไป หรือแม้แต่ผู้ประกอบการให้บริการโลจิสติกส์ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าคงคลังผ่านทางระบบออนไลน์ ตลอดจนสามารถตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของสินค้าระหว่างการขนส่งสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการหนังสือพิมพ์มติชนรายวันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคก็สามารถตรวจสอบระยะเวลาในการรับสินค้าได้อีกทางหนึ่ง เป็นต้น

          อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ทางผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีหรือแม้แต่หน่วยงานของรัฐในไทยส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาทางด้านการพัฒนาระบบการบริหารจัดการข้อมูลออนไลน์จากการใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต เนื่องจากต้นทุนในการพัฒนาสูง และยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบ รวมไปถึงการใช้ระบบ ในขณะที่ทางฝั่งผู้บริโภคไทยโดยภาพรวมยังมีสัดส่วนการใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีแรงกดดันจากโครงข่ายบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายที่ยังไม่สามารถครอบคลุมทั่วประเทศ และยังไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับอัตราค่าบริการที่อยู่ในระดับสูงดังที่ได้กล่าวข้างต้น

          ดังนั้น การส่งเสริมให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายร่วมกัน (Infrastructure Sharing) น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการให้บริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตมีต้นทุนสำหรับการลงทุนในการพัฒนาและขยายโครงข่ายต่ำลง สามารถมุ่งพัฒนาคุณภาพการให้บริการอินเตอร์เน็ตได้เร็วขึ้น นับว่าเป็นการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันอีกทางหนึ่งที่น่าจะทำให้อัตราค่าให้บริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตถูกลง ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มหันมาใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแบบมีสายตามครัวเรือนมากขึ้น อีกทั้งการให้ความรู้และความเข้าใจในความสำคัญของการใช้บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตแก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภควัยกลางคนที่มีอายุ 40-60 ปี จนถึงวัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานดิจิตอลประสบความสำเร็จ